รายการใหม่ใช้ชื่อเรียบที่สุดเท่าที่วงการเคยตั้ง
**「คุยตรง กับฉินเสว่」**
ไม่มีเกมโชว์ ไม่มีมุกจัดฉาก คอนเซปต์เดียว: แขกหนึ่งคน เก้าอี้สองตัว คำถามที่ไม่ส่งให้ดูก่อน
และแขกเปิดรายการตอนแรก คือคนที่ทำให้ยอดจองชมล่วงหน้าทะลุยี่สิบล้านตั้งแต่ยังไม่ออกอากาศ—หลินเฉิน
สตูดิโอถ่ายทำสด ค่ำวันเสาร์ ไฟเปิด กล้องเดิน
"ก่อนเริ่ม ขอพูดอะไรหน่อยค่ะ" ฉินเสว่เปิดรายการด้วยการหันหน้าเข้ากล้องตรงๆ "ฉันเคยเป็นพิธีกรที่ถามตามสคริปต์ที่คนอื่นเขียน มาหกปีเต็ม วันนี้เป็นวันแรกที่คำถามทุกข้อเป็นของฉันเอง...ถ้ามันห่วย อย่างน้อยมันก็ห่วยแบบจริงใจค่ะ"
เสียงหัวเราะทั้งสตูดิโอ ยอดคนดูสดวิ่งผ่านสิบห้าล้าน
ชั่วโมงแรกของรายการกลายเป็นบทสนทนาที่สื่อทุกสำนักต้องถอดเทป—เรื่องตรอกเหลาเจีย เรื่องข้าวต้มที่กลายเป็นตำนานประจำชาติ เรื่องวันที่โดนริบดาบกลางทัวร์นาเมนต์ ฉินเสว่ถามคม จังหวะแม่น และที่คนดูสัมผัสได้คือความแปลก—สองคนนี้คุยกันเหมือนคนที่เคยผ่านอะไรบางอย่างร่วมกัน ที่ไม่มีใครรู้
จนนาทีที่ห้าสิบเจ็ด คำถามที่เธอเก็บไว้ท้ายสุดก็มาถึง
"คำถามสุดท้ายค่ะ" ฉินเสว่วางการ์ดลง—สัญญาณว่าจากนี้ไม่มีบท "หลินเฉิน...คนที่ขึ้นมาจากศูนย์เร็วขนาดนี้ ชนทุนใหญ่ขนาดนี้ ไม่ยอมถอยสักก้าวขนาดนี้ ทั้งประเทศเดากันมานานว่าต้องมีไฟบางอย่างข้างใน บางคนว่าความฝัน บางคนว่าเงิน บางคนว่า..."
เธอสบตาเขา
"...ความเกลียด — คุณเกลียดใครบางคนอยู่หรือเปล่าคะ ถึงสู้ขนาดนี้"
สตูดิโอเงียบ ยอดคนดูสดค้างที่สามสิบล้าน กล้องซูมช้าๆ
คนถูกถามนิ่งไปสามวินาทีเต็ม—สามวินาทีที่คนสองคนในห้องนั้นรู้ว่าหนักแค่ไหน เพราะคนถามคือผู้หญิงที่ชาติหนึ่งเคยยืนข้างศัตรูของเขา และคำว่า "เกลียด" ที่เธอเลือกใช้ เธอเลือกทั้งที่รู้ว่ามันใกล้แผลแค่ไหน
มันไม่ใช่คำถามสัมภาษณ์ มันคือคำถามที่เธอไม่มีวันกล้าถามนอกกล้อง
"เคยครับ" หลินเฉินตอบ เสียงสงบ "เคยเกลียดจนมันเกือบกลายเป็นกระดูกสันหลัง—ตื่นมาเพราะมัน หายใจด้วยมัน มีช่วงหนึ่งที่ถ้าคุณผ่าใจผมดู คงไม่เจออย่างอื่นเลย"
ทั้งประเทศกลั้นหายใจ นี่คือครั้งแรกที่ "เทพ" คนนี้พูดถึงด้านมืดตัวเอง
"แล้ววันหนึ่ง มีคนยื่นข้าวต้มให้ตอนผมหิว มีทีมที่หันหลังให้กันสนิทใจ มีตรอกทั้งตรอกที่สู้เพื่อกันและกัน" เขามองกล้องตรงๆ "ผมเลยค่อยๆ เข้าใจว่า ความเกลียดมันพาเรามาได้แค่ครึ่งทาง—มันปีนเก่ง แต่มันสร้างอะไรไม่เป็น"
"คำตอบตรงๆ คือ: ผมไม่ได้สู้เพราะเกลียดใครแล้วครับ **ผมสู้เพราะผมเคยเป็นคนที่ไม่มีสิทธิ์สู้** — เคยยืนในจุดที่โลกตัดสินไปแล้วว่าเราแพ้ตั้งแต่เกิด และผมรู้ว่าตอนนี้มีคนยืนอยู่ตรงจุดนั้นอีกกี่ล้านคน"
"ทุกศึกที่ผมลง ผมไม่ได้สู้แทนตัวเองมานานแล้ว ผมสู้เพื่อพิสูจน์เรื่องเดียว—กติกาที่แฟร์มีอยู่จริง และในกติกาที่แฟร์ คนตัวเล็กชนะได้"
สตูดิโอเงียบไปอึดใจ แล้วเสียงปรบมือก็ดังจากทีมงานก่อน ตามด้วยแชทสามสิบล้านที่ระเบิดเป็นคลื่นเดียว
ฉินเสว่นั่งนิ่ง ตาแดงนิดๆ ใต้แสงไฟสตูดิโอ
แล้วเธอก็ปิดรายการด้วยประโยคที่ไม่มีในสคริปต์ไหนของชีวิตเธอ
"ขอบคุณค่ะ...ทั้งในนามรายการ และในนามของใครบางคน ที่ครั้งหนึ่งเคยยืนผิดข้าง แล้วมีคนชี้ทางให้เห็น—ก่อนจะสายเกินไป"
คนดูสามสิบล้านตีความว่าเป็นประโยคสวยๆ ปิดรายการ
มีแค่สองคนในสตูดิโอที่รู้ว่ามันคือคำขอบคุณจริงๆ ของขวดไวน์ใบหนึ่ง ที่ตอนนี้มองเห็นชั้นวางทั้งร้าน
---
คืนเดียวกัน ห้องทำงานชั้นสามสิบของตึกที่กำลังจะไม่ใช่ของตัวเอง
เย่หาวนั่งดูรายการจบคนเดียว จอเดียว แสงเดียว
*"ผมสู้เพราะผมเคยเป็นคนที่ไม่มีสิทธิ์สู้"*
เขานึกถึงเด็กอายุสิบเจ็ดที่ตั้งกิลด์จากศูนย์ ก่อนเรียนรู้ว่าโลกของตระกูลเย่ไม่ให้รางวัลคนสร้าง ให้รางวัลคนยึด นึกถึงทุกทางลัดที่เคยเดิน ทุกดีลที่เคยเซ็น จนมาถึงเก้าอี้ตัวนี้—เก้าอี้ในบ้านของคนอื่น
โทรศัพท์บนโต๊ะสว่างขึ้น สายจากเบอร์ต่างประเทศที่ไม่ต้องเดาว่าใคร
"คุณเย่" เสียงเครเมอร์นุ่มเหมือนทุกครั้ง "อีกสิบวัน บริษัทมีเอกสารชุดหนึ่งให้คุณเซ็น เกี่ยวกับการ 'รับผิดชอบ' เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด—เป็นพิธีการน่ะครับ เซ็นแล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย ครอบครัวคุณจะไม่ลำบาก"
เอกสารชุดแพะ มาถึงแล้ว ตามที่เด็กคนนั้นเตือนไว้ทุกตัวอักษร
"...ผมจะดูให้ครับ" เย่หาวตอบเรียบ
วางสาย เขานั่งนิ่งในความมืดอีกนาน แล้วเปิดลิ้นชักล่างสุดของโต๊ะ
ข้างในมีของสองอย่าง: เหรียญกิลด์รุ่นก่อตั้ง กับโทรศัพท์เครื่องเก่าที่มีเบอร์บันทึกไว้เบอร์เดียว ใต้ชื่อ "เงาที่ซื้อไม่ได้"
คราวนี้ นิ้วของเขาไม่ได้ลอยค้าง
*"ข้อเสนอเรื่องพยานน่ะ"* เขาพิมพ์ *"ยังเปิดอยู่ไหม"*
คำตอบกลับมาในสิบวินาที
*"เปิดเสมอ — มาพร้อมความจริงทั้งหมดก็พอ"*
*"งั้นเจอกันก่อนสิบวัน"* เย่หาวพิมพ์ตอบ มองเหรียญกิลด์เก่าในมือ *"ข้ามีเรื่องจะเล่า...ยาวประมาณสามปี"*
*"ดี"* ข้อความสุดท้ายเด้งกลับมา *"ของข้ายาวประมาณสิบปี — แลกกัน"*
Sign in to comment
No comments yet.