28: วันโอนกรรมสิทธิ์ — ตรอกเหลาเจียของพวกเรา
เช้าวันเสาร์ สำนักงานที่ดินเขตเหอตง
ห้องทำสัญญาหมายเลขสามถูกแบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน
ฝั่งหนึ่ง—**ถานเหว่ย ผู้จัดการอาวุโสเครืออวี้ไท่** บริษัทลูกชั้นที่สามของทุนเย่ สูทเนี้ยบ นาฬิกาทอง พร้อมทนายสองคนหน้าตึงเป็นหินอ่อน
อีกฝั่ง—เด็กหนุ่มอายุยี่สิบในเสื้อเชิ้ตธรรมดา กับทนายหญิงจากสำนักกฎหมายที่เคอเฉิงแคปิตอลส่งมา
"ท่านประธานหลิน...เฉิน ใช่ไหมครับ" ถานเหว่ยลากเสียงตรงชื่อ มองตั้งแต่หัวจรดเท้า "นึกว่าจะได้เจอนักลงทุนรุ่นใหญ่ที่ไหน ที่แท้ก็—นักศึกษา"
"ปีสองครับ คณะบริหาร เกรดกลางๆ ด้วย" หลินเฉินรินชาให้ตัวเอง น้ำเสียงเรียบราวคุยเรื่องอากาศ "ถ้าผู้จัดการถานอยากดูใบรายงานผล ผมส่งให้ทางอีเมลได้"
ถานเหว่ยหน้าตึงขึ้นนิดหนึ่ง เปิดแฟ้มช้าๆ อย่างคนคุมจังหวะ "ก่อนเซ็น ทางเรามีเงื่อนไขปรับนิดหน่อย—ราคาที่ตกลงไว้ ผู้ใหญ่เห็นว่าต่ำไป ขอบวกเพิ่มสิบห้าเปอร์เซ็นต์"
นี่คือเกมที่หลินเฉินรอ—ท่าไม้ตายประจำของทุนเย่: ลากมาถึงโต๊ะ แล้วบีบตรงเส้นชัย
"ได้ครับ" หลินเฉินตอบ
ถานเหว่ยเลิกคิ้ว ง่ายขนาดนี้?
"ได้—ถ้าเซ็นวันนี้ไม่ทัน ก็เป็นไปตามสัญญาข้อ 11 ที่ฝ่ายคุณเซ็นไปเมื่อวันพุธ" เอกสารถูกดันข้ามโต๊ะ "ฝ่ายใดเปลี่ยนสาระสำคัญหรือเลื่อนวันโอน ชดใช้ค่าปรับสองเท่าของเงินมัดจำ และผู้ซื้อฟ้องบังคับขายตามราคาเดิมได้"
"ส่วนตึกครึ่งแถวนั่น เครือคุณถือมาสามสิบเอ็ดวันแล้ว" เขารินชาต่ออย่างใจเย็น "ดอกเบี้ยเงินกู้สะพานที่ใช้กว้านซื้อ วิ่งวันละเท่าไหร่ครับ ผมจำตัวเลขไม่ได้ แต่จำได้ว่าผู้ใหญ่ที่อนุมัติวงเงิน ไตรมาสนี้ต้องเอาตัวเลขไปอธิบายบอร์ด"
ห้องเงียบ ถานเหว่ยจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้า เหงื่อซึมใต้ปกเสื้อ—ข้อมูลพวกนี้ ไม่ควรมีใครนอกเครือรู้
"คุณ..." เขาลดเสียงลง "ท่านประธานเย่ฝากถามว่า ถอยตอนนี้ยังทัน ขายตึกคืนให้เครือ บวกกำไรสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วอย่ายุ่งกับเขตเหอตงอีก"
"ฝากตอบท่านประธานเย่ด้วยครับ" หลินเฉินวางถ้วยชา เสียงกระทบโต๊ะเบาๆ แต่ชัด "ตึกผมไม่ขาย ตรอกผมไม่ย้าย และเขตเหอตง...ไม่ใช่ของตระกูลเย่"
"เซ็นเถอะครับ ก่อนดอกเบี้ยวันนี้จะวิ่งไปอีกหนึ่งรอบ"
สิบนาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ที่ดินประทับตรา เสียง *ปึก* เบาๆ ที่เปลี่ยนเจ้าของตึกสิบสองคูหา
ตรอกเหลาเจียทั้งตรอก กลับมาเป็นของคนตรอกเหลาเจีย
---
หน้าสำนักงานที่ดิน ป้าเจ้าของตึก—อดีตเจ้าของตึก—ยืนรออยู่กับชาวตรอกอีกเกือบยี่สิบคน ลุงฉางร้านหม้อไฟมาทั้งผ้ากันเปื้อน ยายหลี่ร้านของชำถือถุงส้มมาเต็มสองมือ
พอประตูกระจกเปิด ทุกสายตาพุ่งมาที่แฟ้มเอกสารในมือเด็กหนุ่ม
"เรียบร้อยครับ" หลินเฉินชูแฟ้มขึ้นเบาๆ
ตรอกทั้งตรอกระเบิดเสียงเฮดังกว่าตอนทีมชาติยิงประตูได้
ป้าเดินเข้ามากุมมือเขา มือเหี่ยวๆ นั่นสั่น "เสี่ยวเฉิน...ป้าขอถามต่อหน้าทุกคนอีกครั้ง ค่าเช่าของทุกบ้าน—"
"เท่าเดิมสามปีครับ ขึ้นไม่ได้แม้แต่หยวนเดียว เขียนไว้ในสัญญาเช่าใหม่ทุกฉบับ" หลินเฉินตอบดังพอให้ได้ยินทั่ว "หลังคารั่ว ท่อตัน สายไฟเก่า บริษัทซ่อมให้หมด และตราบใดที่ผมยังเป็นเจ้าของ—ไม่มีใครถูกไล่ออกจากตรอกนี้"
"แล้วถ้าพวกทุนใหญ่มันกลับมาอีกล่ะ" ลุงฉางตะโกนถาม
"ก็ให้มันมาคุยกับผม" เด็กหนุ่มยิ้ม "คราวนี้มันต้องซื้อผ่านผมทั้งแถว และผมตั้งราคาไว้แล้ว—**ไม่ขาย**"
ยายหลี่ปาดน้ำตา หันไปบอกคนข้างๆ เสียงสั่นๆ "ตรอกเหลาเจียของพวกเรา...ยังเป็นของพวกเราอยู่"
ประโยคนั้นถูกส่งต่อกันปากต่อปาก จนถึงเย็น มันกลายเป็นป้ายผ้าเขียนพู่กันตัวโตที่ลุงฉางแขวนขวางตรอก:
**「ตรอกเหลาเจียของพวกเรา」**
---
งานเลี้ยงเริ่มตอนหกโมงเย็น โดยไม่มีใครเป็นคนประกาศจัด
โต๊ะพับถูกลากออกมาจากทุกบ้านต่อกันกลางตรอก หม้อไฟของลุงฉางสามหม้อเดือดพล่านเป็นแกนกลาง ล้อมด้วยเป็ดพะโล้ของยายหลี่ ปลานึ่งของบ้านเลขที่หก ใครมีอะไรยกมาหมด
หลินเฉินตั้งใจจะจ่ายค่าวัตถุดิบทั้งหมด โดนลุงฉางตีมือตก "นี่มันงานเลี้ยงของตรอก เอ็งเป็นแค่เด็กในตรอกคนหนึ่ง นั่งลงกินซะ"
"ครับลุง" เด็กหนุ่มที่เพิ่งต่อรองกับทุนหมื่นล้านมาเมื่อเช้า นั่งลงตามคำสั่งโดยดี
ถังอวิ้นเอ๋อร์มาถึงพร้อมกล้องตัวเล็กกับหมวกแก๊ปกดต่ำ "บอส ขออัดบรรยากาศได้ไหมคะ ไม่ติดหน้าบอส ไม่บอกพิกัด สาบานด้วยยอดวิวทั้งช่อง"
"อัดได้ ลงได้เมื่อฉันบอก" หลินเฉินคีบเนื้อใส่ชามตัวเอง "ภาพพวกนี้มีค่ากว่าที่เธอคิด เก็บไว้ให้ดี"
*อีกไม่นาน โลกทั้งใบจะอยากรู้ว่าเงาธุลีโตมาจากที่ไหน...และวันนั้น ภาพตรอกนี้จะตอบแทนทุกคำถาม*
กลางวงข้าว ป้าเคาะแก้วลุกขึ้นยืน แกซ้อมพูดมาทั้งบ่าย แต่พอเปิดปาก เหลือแต่เสียงสั่นๆ
"ลุงแกเคยบอก ตึกมันแค่อิฐ แต่คนในตึกนี่แหละคือบ้าน...เดือนก่อนตอนพวกนั้นมาทุบโต๊ะให้ขาย ป้านอนร้องไห้ทุกคืน นึกว่าจะต้องขอโทษลุงแกที่รักษาบ้านไว้ไม่ได้" แกหันมาทางหลินเฉิน "วันนี้ เด็กที่ป้าเคยลดค่าเช่าให้ตอนแม่มันป่วย มันรักษาบ้านไว้ให้ป้าทั้งตรอก—ดื่ม! ให้เสี่ยวเฉิน!"
เสียงแก้วกระทบกันลั่นตรอก หลินเฉินดื่มหมดแก้ว แล้วโดนรินต่อทันทีจากหกทิศทาง
หนีการปะทะรอบสาม เขาถอยมานั่งขอบโต๊ะท้ายแถว เปิดวิดีโอคอลหาห้องพักฟื้นชั้นสี่
"แม่ ดูนี่" เขาหันกล้องให้เห็นโต๊ะยาว แสงไฟ ผู้คน "งานขึ้นบ้านใหม่ครับ บ้านหลังเดิมนั่นแหละ แต่ต่อไปนี้ไม่มีใครไล่เราได้อีกแล้ว"
แม่เงียบไปอึดใจ ตาเริ่มแดง ป้าโผล่เข้ามาในเฟรมพอดี "พี่ฮุ่ย! ลูกชายเธอซื้อตึกทั้งแถวเลยนะ!"
"ซื้อตึก!?" แม่ตกใจจนเครื่องวัดข้างเตียงร้องปี๊บ "เสี่ยวเฉิน! เงินที่ไหน! ลูกไปทำอะไรผิดกฎหมายหรือเปล่า—"
"เปิดบริษัทครับแม่ ทำเรื่องเกม ถูกกฎหมายทุกหยวน เดี๋ยวเอางบการเงินไปให้ดูถึงเตียง" เขากลั้นหัวเราะ "หมอบอกห้ามเครียด เรื่องสงสัยลูกชาย เอาไว้หายดีค่อยสงสัยต่อนะครับ"
จอดับลงพร้อมเสียงแม่บ่นว่า "เด็กคนนี้..." ที่อ่อนโยนกว่าคำบ่นไหนๆ ในความทรงจำสองชาติ
---
งานเลิกเกือบเที่ยงคืน ไฟในตรอกดับลงทีละบ้าน เหลือแสงโคมเก่าหน้าบันไดตึกหมายเลขสาม กับคนสองคนที่ยังไม่ยอมแยกกันนอน
ซูเหยานั่งบนขั้นบันไดขั้นที่สาม—ขั้นเดิมที่นั่งรอเขากลับจากทำงานพิเศษมาตั้งแต่สมัยมัธยม
"ท่านประธานหลินคะ" เธอเปิดเสียงทางการ ตาแอบยิ้ม "ผู้เช่าห้อง 203 ขอเรียนถามอย่างเป็นทางการ—ค่าเช่าเดือนหน้าจะขึ้นไหม"
"ขึ้นสิ" เจ้าของตึกคนใหม่ตอบหน้าตาย นั่งลงข้างเธอ "ขึ้นเป็นศูนย์หยวน พร้อมเงื่อนไขพิเศษ ผู้เช่าต้องกินข้าวเย็นกับเจ้าของตึก อย่างน้อยสัปดาห์ละห้าวัน"
"เงื่อนไขเอาเปรียบผู้บริโภคชัดๆ!" ปากว่าแต่แก้มแดงจนแสงโคมยังปิดไม่มิด "...ขอต่อรองเป็นเจ็ดวันได้ไหม"
"อนุมัติ" เขาตอบเร็วจนเธอหัวเราะ
ลมดึกพัดผ่านป้ายผ้าของลุงฉางเหนือหัว เสียงผ้าสะบัดเบาๆ ซูเหยาเอนหัวพิงไหล่เขา มองตรอกที่เงียบลงแต่อุ่นขึ้น
"นายรู้ไหม" เธอพูดเบาๆ "เมื่อเช้าตอนนายชูแฟ้ม หน้าป้าเหมือนคนได้ชีวิตคืนมาทั้งชีวิต...หลินเฉิน นายเปลี่ยนไปเยอะมากในเดือนเดียว จนบางทีฉันก็แอบกลัว ว่าวันหนึ่งนายจะไปไกลจนตรอกนี้เล็กเกินไปสำหรับนาย"
หลินเฉินมองป้ายผ้าผืนนั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง
ชาติก่อน วันที่เขามีทุกอย่าง เขาไม่เหลือที่ให้กลับ ตรอกนี้ถูกทุบเป็นคอนโดหรูตั้งแต่ปีที่สาม และเขาไม่ได้แม้แต่หันมามอง
"จะไปไกลแค่ไหน ก็ต้องมีที่ให้กลับ" เขาตอบ "ฉันเพิ่งซื้อ 'ที่ให้กลับ' มาทั้งแถววันนี้ไง จะกลัวอะไรอีก"
"...ตอบแบบนี้ตลอด" เธอบ่นเสียงอู้อี้ แต่มือเล็กๆ ขยับมาเกี่ยวนิ้วก้อยเขาไว้ "งั้นสัญญานะ ไม่ว่าจะปีนไปสูงแค่ไหน กินข้าวเย็นที่ตรอกนี้...เจ็ดวันต่อสัปดาห์"
"เพิ่งต่อรองจากห้าเป็นเจ็ดไปเมื่อกี้ ยังจะเอาอะไรอีก"
"เอาดอกเบี้ย"
นิ้วก้อยเกี่ยวกันแน่นขึ้นใต้แสงโคมเก่า ค่ำคืนของตรอกเหลาเจียผ่านไปอย่างสงบที่สุดในรอบเดือน
---
กลับถึงห้อง หลินเฉินไม่ได้นอนทันที
เขาสวมหมวก VR เข้าสู่ดินแดนหุบเขาประกายหินยามดึก เปิดหน้าต่างข้อความ พิมพ์ถึงผู้รับที่ทั้งเซิร์ฟรู้ว่าไม่เคยตอบใคร
ID:「ไป๋ลู่」
นิ้วของเขาพิมพ์อย่างมั่นคง—จารึกที่ขาดหาย นักบวชผู้สละพลัง พยานที่ยังมีชีวิต และคำเชิญสู่ดินแดนของเฉินเทียน
*ชาติก่อน เธอใช้เวลาสามปีกว่าจะเจอคำตอบครึ่งเดียว...ชาตินี้ ข้าจะพาเธอไปเจอพยานตัวเป็นๆ ภายในพรุ่งนี้*
ปุ่มส่งถูกกด
ที่ไหนสักแห่งกลางทะเลทรายกระดูกทอง หญิงสาวชุดขาวคนหนึ่งกำลังจะได้อ่านข้อความที่เปลี่ยนเส้นทางทั้งชีวิตของเธอ
และเฉินเทียน...กำลังจะได้สมาชิกคนที่ห้า