189: ตรอกที่เลี้ยงเรามา
สี่วันก่อนงาน ตรอกเหลาเจียกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีงานแต่งระดับโลกไหนซื้อได้
ทุกบ้านลงมือเตรียมงานเอง—ไม่มีออร์แกไนเซอร์ ไม่มีพนักงาน มีแต่คนตรอกที่ถือว่างานแต่งของ "เสี่ยวเฉิน" คืองานของทั้งตรอก
ลุงฉางออกแบบเมนูหม้อไฟสิบสองหม้อด้วยตัวเอง บ่นไปทำไปว่า "งานแต่งระดับนี้ ห้ามใช้น้ำซุปสำเร็จเด็ดขาด" ยายหลี่ระดมป้าๆ ทั้งตรอกพับดอกไม้กระดาษสามพันดอก เด็กศูนย์ฝึกซ้อมขบวนต้อนรับ และแม่ม่ายเฉินที่ปกติไม่ออกจากบ้าน อาสาทำเกี๊ยวมงคลให้แขกทุกคน
"ป้าครับ" หลินเฉินพยายามเสนอจ้างทีมงานมืออาชีพมาช่วย โดนยายหลี่ปัดมือตกแทบไม่ทัน
"จ้างคนนอกมาทำงานแต่งหลานในตรอก!?" แกทำหน้าเหมือนได้ยินเรื่องหมิ่นประมาท "เสี่ยวเฉิน เอ็งโตจนลืมแล้วเหรอ—ตรอกนี้เลี้ยงเอ็งกับแม่มาสิบปี วันแต่งงานเอ็ง เป็นวันที่ตรอกได้ตอบแทน อย่ามาขโมยความสุขของพวกป้าไปนะ"
หลินเฉินยืนนิ่ง คอตีบขึ้นมา
สองชาติก่อน ตอนเขามีพันล้าน เขาจ้างคนทำทุกอย่าง และไม่มีใครรักเขาสักคน
ชาตินี้ เขาเสนอจ้างคน แล้วโดนยายหลี่ดุ เพราะการจ้างคนคือการขโมยโอกาสที่คนรักเขาจะได้แสดงความรัก
"...ครับป้า" เขาก้มหัวรับ "ขอบคุณครับ"
"ขอบคุณอะไร กินเกี๊ยวซะ" แกยัดชามเกี๊ยวใส่มือ "แล้วไปบอกซูเหยาด้วย ว่าชุดเจ้าสาวน่ะ ป้าๆ ทั้งตรอกอยากช่วยปักลายมงคลให้ ฝีมือเย็บผ้าของป้าหลีน่ะ เคยเย็บชุดให้ลูกสาวตัวเองมาแล้ว ไม่แพ้ห้องเสื้อไหนหรอก"
---
ค่ำนั้น หลินเฉินไปหาแม่ที่ห้องชั้นล่างของตึก—ที่ตอนนี้เป็นห้องนั่งเล่นที่แม่ชอบที่สุด
แม่นั่งดูอัลบั้มรูปเก่า ที่ตอนนี้หนาขึ้นกว่าเมื่อสามปีก่อนหลายเท่า
"มาดูนี่สิลูก" แกชี้รูป—รูปหลินเฉินตอนแปดขวบ ผอมแห้ง ยืนหน้าตึกตรอกที่ทรุดโทรม "วันนั้นพ่อเพิ่งเสีย เราย้ายเข้าตรอกนี้ด้วยเงินที่เหลือสุดท้าย แม่กลัวมากว่าจะเลี้ยงลูกไม่รอด"
"และนี่" แกพลิกหน้า—รูปหลินเฉินชูถ้วยแชมป์โลก "มันแค่สิบกว่าปี...เด็กผอมๆ คนนั้น กลายเป็นคนที่คนทั้งโลกรู้จัก"
"แต่รู้ไหมลูก รูปที่แม่ชอบที่สุดในอัลบั้มนี้ ไม่ใช่รูปถ้วยรางวัล" แกพลิกไปหน้าหนึ่ง—รูปธรรมดาที่ถังถ่ายเก็บไว้: หลินเฉินกับซูเหยานั่งกินข้าวต้มบนบันได ตอนเช้าวันธรรมดา "รูปนี้แหละ—เพราะมันคือรูปที่ลูกมีความสุขจริงๆ ไม่ใช่ความสุขแบบบนเวที"
หลินเฉินนั่งลงข้างแม่ มองรูปนั้น
"แม่" เขาเอ่ย "ตอนพ่อเสีย แม่กลัวเลี้ยงผมไม่รอด...แม่เคยคิดไหมว่าจะมีวันแบบนี้"
แม่เงียบไปนาน มองรูปลูกชายตั้งแต่แปดขวบจนเป็นแชมป์โลก
"ไม่เคยลูก" แกตอบตามจริง "แม่ไม่เคยฝันว่าลูกจะดังขนาดนี้ รวยขนาดนี้ เก่งขนาดนี้"
"แม่ฝันแค่อย่างเดียว—ขอให้ลูกโตขึ้นเป็นคนดี มีคนรัก และมีบ้านให้กลับ" แกจับมือลูก "และวันนี้...ลูกมีครบทั้งสามอย่าง บวกกับอีกร้อยอย่างที่แม่ไม่เคยกล้าฝัน"
"พ่อของลูกคงภูมิใจ" แกเสริม ตาแดง "ไม่ใช่ภูมิใจที่ลูกเป็นแชมป์—ภูมิใจที่ลูกเป็นคนที่ตรอกทั้งตรอกอยากช่วยจัดงานแต่งให้ คนแบบนั้น หายากกว่าแชมป์เยอะ"
แล้วแกก็นิ่งไปครู่ เหมือนเพิ่งตัดสินใจเรื่องที่รอมานาน
"รอเดี๋ยวนะลูก...มีของอีกชิ้น ที่แม่เก็บไว้รอวันนี้"
แกลุกไปที่ตู้ไม้เก่ามุมห้อง—ตู้ใบเดียวที่ย้ายตามครอบครัวนี้มาตั้งแต่ห้องเช่าหลังแรก—ค้นลิ้นชักล่างสุด แล้วหยิบห่อผ้าซีดสีเล็กๆ ออกมาวางบนโต๊ะ คลี่ออกทีละชั้น ทีละชั้น เหมือนแกะของศักดิ์สิทธิ์
ข้างในคือนาฬิกาข้อมือเรือนเก่า สายหนังแตกลาย หน้าปัดเหลืองตามอายุ
และเข็มทั้งสามกำลังเดิน—เสียงติ๊กๆ เบา สม่ำเสมอ
"ของพ่อ..." หลินเฉินจำได้ทันที เสียงเกือบไม่ออก
"พ่อใส่เรือนนี้วันแต่งงานกับแม่ และใส่ทุกวันจนวันสุดท้าย" แม่ลูบสายหนังเบาๆ "ก่อนเสีย พ่อสั่งแม่ไว้ประโยคเดียว—'เก็บไว้ให้เสี่ยวเฉิน วันที่มันแต่งงาน'"
"สิบกว่าปีนะลูก" แกหัวเราะเบาๆ ทั้งน้ำตา "ช่วงที่ค่ายาแม่เดือนละแปดพัน มีอยู่สองครั้งที่แม่เดินเข้าโรงรับจำนำพร้อมห่อผ้านี้...และสองครั้ง แม่ก็เดินออกมาทั้งห่อ ยอมไปขอผัดหนี้ยายหลี่เอา—ของอย่างอื่นจำนำได้หมด แต่คำสั่งสุดท้ายของพ่อ มันจำนำไม่ได้"
หลินเฉินรับนาฬิกามาด้วยมือที่ไม่นิ่ง
เขาเคยสงสัยมาตลอด ว่าเดือนที่ขัดสนที่สุด แม่ผ่านมันมาได้ยังไง—คำตอบนอนเงียบอยู่ในลิ้นชักล่างสุดมาสิบกว่าปี
"มันหยุดเดินไปหลายปีแล้ว" แม่เล่าต่อ "เดือนก่อนแม่แอบเอาไปให้ร้านนาฬิกาเก่าแถวโรงพยาบาลดู ช่างเขาเปิดเครื่องแล้วบอกว่า—ข้างในไม่เสียอะไรเลย แค่ไม่มีคนไขมานาน"
"พ่อเคยพูดถึงนาฬิกาเรือนนี้ไว้นะ ตอนลูกยังเล็ก คงจำไม่ได้หรอก" แกมองลูกชาย "พ่อบอกว่า—'นาฬิกาไม่ได้มีไว้บอกเวลา มันมีไว้เตือนว่าเวลาของเราเดินเพื่อใคร'"
หลินเฉินนั่งนิ่ง นาฬิกาเดินติ๊กๆ อยู่ในอุ้งมือ
ความทรงจำที่ฝังลึกที่สุดผุดขึ้นมาเอง—เด็กชายแปดขวบหลับคอพับบนหลังพ่อ ขากลับจากงานวัด แก้มแนบบ่าอุ่นๆ และข้างหู เสียงติ๊กๆ ของนาฬิกาเรือนนี้ ดังสม่ำเสมอยิ่งกว่าเสียงหัวใจ
สองชาติ เขาได้เวลามามากกว่ามนุษย์คนไหนในโลก—สิบปีของชาติก่อน บวกทั้งชีวิตของชาตินี้
แต่ไม่มีวินาทีไหนเลย ที่หนักเท่าเวลาในเรือนเล็กๆ นี้—เวลาที่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งเดินมันเพื่อเมียกับลูก จนเข็มวินาทีสุดท้ายของชีวิต
"ผมจะใส่มันวันงานครับแม่" เขาเอ่ยแหบๆ "ให้พ่อ...ได้ยืนข้างผมด้วย"
"พ่ออยู่ข้างลูกตลอดอยู่แล้ว" แม่ยิ้มทั้งน้ำตา "แม่แค่เก็บข้อมือของพ่อไว้ให้—วันงาน เวลาของพ่อจะได้เดินต่อ บนข้อมือลูก"
หลินเฉินกอดแม่—ผู้หญิงที่เลี้ยงเขามาด้วยมือเปล่า ในห้องเช่าที่เคยจนที่สุดในเมือง ผู้หญิงที่หิ้วห่อผ้าเดินออกจากโรงรับจำนำมือเปล่าสองครั้ง และตอนนี้นั่งดูลูกชายกำลังจะแต่งงาน ในบ้านที่ลูกซื้อคืนมาทั้งตรอก
"ขอบคุณครับแม่" เขาเอ่ยแหบๆ "ที่เคาะประตูชีวิตผมตั้งแต่วันแรก"
"แม่ไม่เคยเคาะ" แกหัวเราะทั้งน้ำตา "แม่แค่เลี้ยงลูกให้เป็นคนที่ซูเหยาอยากเคาะประตูหาทุกเช้า—ที่เหลือ ข้าวต้มชามนั้นทำเอง"