สองสัปดาห์ก่อนงานแต่ง ความผิดปกติแรกก็ปรากฏ
มันเล็กจนเกือบไม่มีใครสังเกต—【เห็นความผิดปกติของโลก】ของดวงตราขั้นสอง ส่งสัญญาณจางๆ เข้าหัวหลินเฉินกลางดึก ขณะเขานั่งตรวจรายการงานแต่งรอบสุดท้าย
ไม่ใช่ในเกม
ในโลกจริง—ที่ปลายตรอกเหลาเจีย
เขาวางปากกาลงช้าๆ ฟังเสียงบ้านที่หลับใหล แล้วลงบันไดไปเงียบๆ ไม่ปลุกใคร
ตรอกยามตีสองเงียบสงบ ป้ายผ้าห้าผืนสะบัดเบาๆ ในลมอ่อน ร้านลุงฉางปิดไฟแล้ว เหลือแต่กลิ่นน้ำซุปจางๆ ค้างในอากาศ แมวลายส้มของยายหลี่นอนขดบนกองลังเปล่า ทุกอย่างอยู่ตรงที่ของมัน—ภาพของบ้านที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ชายคนหนึ่งจะมีได้
แต่ดวงตรายังคงเตือนเบาๆ สม่ำเสมอ ราวเสียงหัวใจดวงที่สอง
มีบางสิ่ง **มอง** ตรอกนี้อยู่
ไม่ใช่จากหลังคา ไม่ใช่จากปากซอย ไม่ใช่จากดาวเทียมดวงไหน—จากที่ไกลกว่านั้นมาก ไกลเกินกว่าระยะทางใดในโลกจริงจะวัดได้
หลินเฉินยืนกลางตรอกในความมืด เงยหน้าขึ้นมองฟ้าที่ไม่มีอะไรผิดปกติแม้แต่เมฆสักก้อน
และรู้สึกถึงสายตานั้นชัดเจน เหมือนหยดน้ำเย็นไหลลงกลางหลัง
---
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาเชื่อมดวงตราหาบรรณารักษ์
【...เริ่มแล้วสินะ】เสียงเด็กหญิงเงียบไปครู่ ก่อนเอ่ยต่อ【จำที่ข้าเตือนได้ไหม ผู้กลับมา—ตราจองของประตูถูกตัดแล้ว มันเรียกเจ้าโดยตรงไม่ได้อีก แต่มันจำเจ้าได้ และมันรู้ว่าจุดอ่อนของเจ้าคือบ้าน】
【สิ่งที่เจ้ารู้สึกเมื่อคืน คือ "สายตา" ของมัน—มันเริ่มมองหาว่าบ้านของเจ้าอยู่ที่ไหน】
ความเย็นไหลผ่านหลินเฉิน แต่ไม่ใช่ความตื่นตระหนก—มันคือความเย็นของคนที่รู้แล้วว่าต้องปกป้องอะไร
"มันจะลงมือเมื่อไหร่"
【ไม่ใช่เร็วๆ นี้—มันแค่ "มอง" การมองของมันอาจกินเวลาเป็นปี เป็นสิบปี ประตูไม่เคยรีบ มันมีเวลาทั้งนิรันดร์】บรรณารักษ์ตอบ【แต่ข้าบอกเจ้าตอนนี้ เพราะเจ้าควรรู้ก่อนวันแต่ง: ภัยนี้มีจริง และมันยาว แต่มันไม่ใช่ภัยของพรุ่งนี้】
【เฝ้าระวัง แต่อย่าเพิ่งประกาศศึก—การมองยังไม่จบ ข้าอยากรู้ว่ามันมองอะไรอีก】
คำตอบมาถึงเร็วกว่าที่ใครคาด
---
สามคืนต่อมา ดวงตราเตือนอีกครั้ง—แรงกว่าเดิม
ไม่ใช่ที่ปลายตรอกคราวนี้
ในเกม—ที่ผนึกราชามาร
หลินเฉินวาร์ปไปทันที พบไป๋ลู่กับเหยียนซิ่นยืนเฝ้าอยู่ก่อนแล้ว มงกุฎจันทร์เต็มดวงของไป๋ลู่เรืองแสงจ้ากลางความมืด แสงสะท้อนบนเนินดอกไม้ขาวที่ไหวระริกทั้งที่ไม่มีลม
"ผนึกไม่ได้สั่น" ไป๋ลู่รายงานทันที "ราชามารหลับสงบ หัวใจที่เขามอบให้ผนึกยังเต้นสม่ำเสมอ—สิ่งที่ผิดปกติ มาจากที่อื่น"
เหยียนซิ่นเงยหน้ามองฟ้า ดวงตาทับทิมหรี่ลง
"ข้าได้กลิ่นมัน" มารแม่ทัพร้อยปีเอ่ยเสียงต่ำ "สายตาเดิม...สายตาเดียวกับที่มองตรอกของเจ้าเมื่อสามคืนก่อน เด็กข้ามเวลา—คราวนี้มันมองมาที่ **ผนึก** ด้วย"
【ประตูกำลังสำรวจ】บรรณารักษ์ยืนยันผ่านดวงตรา เสียงเด็กหญิงจริงจังอย่างที่นานครั้งจะเป็น【ตอนนี้ข้าเห็นภาพครบแล้ว—มันรู้ว่าเจ้าผูกพันกับสองสิ่ง: บ้านในโลกจริง กับผนึกในเกม และมันกำลังมองทั้งสอง เทียบกันทีละนิ้ว...หาว่าจุดไหนเปราะกว่า】
【แต่ฟังให้ดี ผู้กลับมา—นี่คือ "การมอง" ไม่ใช่ "การโจมตี" มันยังอยู่ไกลเกินเอื้อม ผนึกแน่นขึ้นหลังราชามารมอบหัวใจ บ้านมีพวกเจ้าเฝ้า—มันแค่กำลังวางแผนระยะยาว ในมาตราเวลาที่นับเป็นสิบปี】
หลินเฉินยืนนิ่ง รับรู้สายตาเก่าแก่ที่จับจ้องมาจากระยะไกลเกินจินตนาการ—สายตาที่เคยลากหลินเฉินนับไม่ถ้วนรอบกลับเข้าหามันสำเร็จ และล้มเหลวเป็นรอบแรกกับเขา
แล้วเขาก็ทำสิ่งที่ทำให้เหยียนซิ่นกับไป๋ลู่หันมามองพร้อมกัน
เขาเงยหน้าขึ้นฟ้า มองตรงกลับไปยังต้นทางของสายตานั้น
"ได้ยินไหม" เขาเอ่ยกับความว่าง เสียงนิ่งและชัด "ข้ารู้ว่าเจ้ามองอยู่"
"มองให้เต็มที่—มองบ้านข้า มองผนึกข้า มองทุกอย่างที่ข้ารัก" เขาจับด้ามซื่อโม่ขั้นห้า วิญญาณดาบปรากฏข้างกายเป็นแถวเงียบสงบ "แต่จำสิ่งนี้ไว้: ทุกอย่างที่เจ้ามอง มีคนเฝ้า มีดาบป้องกัน มีกองทัพรอบขอบ"
"เจ้ามีเวลาทั้งนิรันดร์ ข้ารู้—แต่ข้าก็มีเวลาเท่ากันที่จะแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน และข้าไม่ได้แข็งแกร่งคนเดียว"
"วันที่เจ้าตัดสินใจลงมือ—ไม่ว่าอีกสิบปีหรือร้อยปี—เจ้าจะพบว่าบ้านที่เจ้าหมายตา กลายเป็นป้อมที่แข็งแกร่งที่สุดในสองโลกไปแล้ว"
สายตานั้นจับจ้องอยู่อีกครู่...แล้วถอนหายไป
ดวงตราดับลงพร้อมกันทั้งสามดวง
"มันถอยแล้ว" ไป๋ลู่เอ่ย มองเขาแปลกๆ "เจ้าทำให้มันถอย—ด้วยคำพูด?"
"ไม่" หลินเฉินส่ายหน้า "วันนี้มันแค่มาสำรวจ มันถอยเพราะได้สิ่งที่ต้องการแล้ว—แต่ข้าอยากให้มันรู้ว่าเรารู้ตัว และเราพร้อม นั่นคือการป้องกันที่ดีที่สุด: ทำให้ศัตรูรู้ว่าเป้าหมายของมันไม่เคยหลับ"
เขาหันไปทางผู้เฝ้าสองโลก—มารแม่ทัพร้อยปี กับนักบวชสายเลือดจันทรา
"จากนี้การเฝ้าจะหนักขึ้น" เขาเอ่ย "เหยียนซิ่น ไป๋ลู่—ผนึกกับประตูตะวันตก ข้าฝากพวกเจ้า ส่วนบ้านในโลกจริง ข้ากับเกราะหินดูแล เครือข่ายดวงตราเชื่อมทั้งสองโลกเข้าด้วยกัน"
"ผู้เฝ้าสองโลก ทำงานเป็นทีมเดียว"
"รับคำ ผู้เฝ้าประตูตะวันตก" เหยียนซิ่นค้อมหัว—ไม่ใช่การคุกเข่า แต่เป็นการคำนับของเพื่อนร่วมรบ
"และอีกอย่าง" มารแม่ทัพเสริม ดวงตาทับทิมมีประกายขำ "ข้าได้ยินว่าอีกสิบเอ็ดวันเจ้าจะแต่งงาน—งานเฝ้ายามรอได้ ข้าจะวาร์ปไปกินหม้อไฟด้วย และคราวนี้ สถิติยี่สิบสองจาน ข้าจะทุบมันให้ได้"
หลินเฉินหัวเราะ—กลางเงาของภัยที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล มารร้อยปียังคิดเรื่องหม้อไฟ
และนั่นแหละ ที่ทำให้เขามั่นใจว่าฝ่ายเขาจะชนะ ไม่ว่าประตูจะรอนานแค่ไหน
เพราะฝ่ายที่ยังหัวเราะได้ระหว่างเฝ้ายาม คือฝ่ายที่ไม่มีวันแพ้ให้ความมืด
---
คืนนั้นเอง เขาเรียกประชุมทีมหลัก เล่าทุกอย่าง ไม่ปิดบัง—เพราะทีมนี้สมควรได้รู้ความจริงระดับเดียวกันเสมอ
"สรุปคือ ประตูเริ่มมองหาบ้านเรา—ทั้งบ้านในตรอก ทั้งผนึกในเกม" เขาวางมือบนโต๊ะ "ไม่ใช่ภัยของเดือนนี้ ไม่ใช่ของปีนี้ บรรณารักษ์ว่าอาจเป็นสิบปี แต่มันมีจริง และข้าจะไม่โกหกพวกเจ้าว่าไม่มี"
ห้องเงียบไปครู่
แล้วมู่ชิงเสว่ก็เป็นคนทำลายความเงียบ—ตามสไตล์
"งั้นเราก็มีงานทำไปอีกสิบปี" เธอเอ่ยเรียบ "ดี—ข้าเกลียดการว่างงาน"
"และเรามีเวลาเตรียมตัวสิบปี" ไป๋ลู่ต่อ ในฐานะผู้เฝ้าประตูที่เข้าใจเรื่องนี้ลึกที่สุด "ศัตรูที่ใจเย็น คือศัตรูที่ให้เวลาเราแข็งแกร่งขึ้นเท่ากัน—ข้ากับเหยียนซิ่นจะถักตาข่ายเฝ้าระวังให้แน่นขึ้นทุกเดือน"
"ส่วนข้า" ถังอวิ้นเอ๋อร์ยกมือ "จะสร้างเครือข่ายสื่อให้ใหญ่จนถ้าประตูขยับนิ้วก้อยใส่บ้านเรา คนทั้งโลกรู้ในสามวินาที"
"และข้าจะลับดาบให้คมขึ้นทุกปี" หลินเฉินจบ กวาดตามองทีม "แต่วันนี้—และอีกสิบเอ็ดวันข้างหน้า—เราจะไม่ให้เงานั้นบังแสงปัจจุบัน"
"เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราชนะมาตลอด" เขายิ้ม "เราไม่เคยสู้เพื่อหนีอนาคตที่น่ากลัว เราสู้เพื่อปกป้องปัจจุบันที่งดงาม—และปัจจุบันที่งดงามที่สุดของข้า กำลังจะมาถึงในอีกสิบเอ็ดวัน"
ซูเหยาที่นั่งฟังเงียบมาตลอด ยื่นมือมาเกี่ยวนิ้วก้อยเขาใต้โต๊ะ
แล้วเธอก็พูดสิ่งที่ทำให้ทั้งห้องหันมามอง
"รู้ไหม...ฉันกลับดีใจนิดหนึ่ง" เธอเอ่ย ยิ้มจริงๆ "มันอุตส่าห์มองข้ามจักรวาลมา เพื่อมองบ้านเรา—แปลว่าบ้านเรามีค่าพอจะถูกมอง และของที่มีค่าพอให้ความมืดทั้งจักรวาลจ้อง มันต้องเป็นของที่งดงามที่สุดในสองโลกแล้วล่ะ"
"เพราะงั้น" เธอมองทุกคนรอบโต๊ะ "งานแต่งก่อน ประตูทีหลัง—มันรอเราได้สิบปี เราก็รอมันได้เหมือนกัน"
"งานแต่งก่อน" ทุกคนขานรับ
และดวงตาที่มองสองโลก ก็ถูกพับเก็บไว้—ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะทีมนี้เรียนรู้มานานแล้ว ว่าการมีชีวิตที่ควรค่าแก่การปกป้อง คืออาวุธที่ดีที่สุดต่อทุกสิ่งที่มาจากความมืด
Sign in to comment
No comments yet.