175: บันทึกครึ่งหลัง
สามวันหลังคืนหม้อไฟ ทีมทั้งห้ายืนอยู่หน้าหอจดหมายเหตุอีกครั้ง
"แปลกดี" ถังอวิ้นเอ๋อร์เงยมองหอที่สูงเสียดเมฆ "เมื่อก่อนมาทีไรใจเต้นเพราะอยากรู้ วันนี้ใจเต้นเพราะ...ไม่แน่ใจว่าอยากรู้"
"ความจริงครึ่งหลัง มักแพงกว่าครึ่งแรกเสมอ" มู่ชิงเสว่ตอบ มือวางบนด้ามดาบตามนิสัย
ประตูหอเปิดออกเงียบๆ บรรณารักษ์ยืนรอที่โถง—ไม่ลอยตัวเหนือพื้นอย่างเคย แต่ยืนเท้าแตะพื้นเหมือนมนุษย์
【ตามข้ามา—ห้องลึกสุดรอมานานกว่าทุกห้องในหอนี้แล้ว】
---
ประตูชั้นในสุด—ที่ต้องการซื่อโม่ขั้นห้า—เปิดออกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของหอ
ข้างในไม่มีดวงแสง ไม่มีโถง มีแต่ "แม่น้ำเวลา" สายเดิม—แต่คราวนี้ ทีมยืนอยู่ที่ต้นกำเนิดคลื่น มองเห็นสิ่งที่บันทึกครึ่งแรกตัดจบไว้
ภาพประตูประทับตราเงินบนหางคลื่น
【ตราที่ประตูประทับ คือ "ลายเซ็น" ของมันเอง】เสียงเด็กหญิงเอ่ย【เจตจำนงที่สองบนคลื่นที่ส่งเจ้ากลับ ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่ามันคืออะไร—การส่งเจ้ากลับ ไม่ได้ทำโดย 'หลินเฉินอีกคน' เพียงผู้เดียว】
ภาพในแม่น้ำขยายชัด—วินาทีที่ชายร่างสึกกดแผงควบคุมส่งตัวเองกลับ และในวินาทีเดียวกัน ประตูเบื้องหลังเขา **ขยับ**—ไม่ใช่ขัดขวาง แต่ **อนุญาต** ประทับลายเซ็นลงบนคลื่นเคียงข้างเจตจำนงของชายร่างสึก
【การเดินทางข้ามเวลาของเจ้า ถูก "ลงนามร่วม" โดยประตู】บรรณารักษ์เปิดเผยความจริงที่หนักที่สุด【'หลินเฉินอีกคน' อยากส่งเจ้ากลับไปบ้าน—แต่ประตูก็ **อยากให้เจ้ากลับมา** เหมือนกัน】
【ทุกรอบที่ผ่านมา—นับไม่ไหวรอบ—ประตูปล่อยให้การส่งกลับเกิดขึ้น เพราะมันรู้ว่า "ผู้กลับมา" จะเดินกลับมาหามันเสมอ ด้วยความอยากรู้ การส่งกลับคือ **เบ็ด** ที่มันยอมให้ตกซ้ำๆ เพราะมันได้เหยื่อคืนทุกครั้ง】
"แปลว่า..." ซูเหยาเสียงสั่น "ทุกชาติที่ผ่านมา หลินเฉินถูกส่งกลับ แล้วเดินกลับเข้าประตู...วนไป?"
【ใช่—จนรอบนี้】บรรณารักษ์ตอบ【รอบนี้ 'หลินเฉินอีกคน' ไม่ส่งเจ้ากลับพร้อม 'เป้าหมาย' ที่จะลากเจ้ากลับเข้าประตู—เขาส่งเจ้ากลับพร้อม **ความว่างเปล่า** ที่ข้างห้องของซูเหยา】
【เขาพนันว่า ถ้าเจ้าเจอ "ของถ่วงใจ" ก่อนเจอ "เหตุผลจะเดินเข้าประตู" เจ้าจะเป็นรอบแรกที่ไม่กลับไป—และที่เซิร์ฟลอยฟ้า เขาชนะพนัน เป็นครั้งแรกในนับไม่ไหวรอบ】
หลินเฉินยืนนิ่ง มองภาพประตูที่ลายเซ็นเริ่มจาง—เพราะตราบนตัวเขาถูกแสงจันทราของไป๋ลู่ตัดขาดไปแล้ว
"แล้วตอนนี้ ตราถูกตัดแล้ว ประตูยังเรียกข้าได้ไหม"
【ตราหลัก—ตัดแล้ว ประตูเสียสิทธิ์เรียกคืนเจ้าโดยตรง】บรรณารักษ์ตอบ แต่สายตาสีทองเลื่อนไปหยุดที่อีกคนหนึ่งในทีม【แต่ก่อนพูดเรื่องประตูต่อ มีอีกเรื่องที่ข้าผัดมานานเกินไป】
【ไป๋ลู่—ยื่นมือขวามา】
---
ไป๋ลู่กะพริบตาครั้งหนึ่ง แล้วยื่นมือขวาออกมาช้าๆ—ช้าแบบคนที่รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะเจออะไร
กลางฝ่ามือขาว มีรอยบางๆ รูปจันทร์เสี้ยว สีเงินจางจนแทบมองไม่เห็นในแสงปกติ แต่ในห้องที่แม่น้ำเวลาไหลผ่าน มันเรืองขึ้นชัด—เหมือนแผลที่ไม่ยอมเป็นแผลเป็น และไม่ยอมหายไป
"ตั้งแต่คืนที่ตัดตราให้หลินเฉินเหรอ" ซูเหยาถามเบาๆ
ไป๋ลู่พยักหน้า "ไม่เจ็บ แค่...เย็น เวลาจันทร์เต็มดวง เหมือนมีใครเอานิ้วแตะ—ที่ไม่บอกใคร เพราะสงครามยังไม่จบ และยายเคยบอกว่า ของบางอย่างต้องให้คนที่อ่านเป็น อ่าน"
บรรณารักษ์ประคองฝ่ามือเล็กนั้น แสงทองไหลผ่านรอยจันทร์เสี้ยวช้าๆ เหมือนหมออ่านฟิล์ม และยิ่งอ่าน แววตาเด็กหญิงยิ่งนิ่ง
【...อย่างที่กลัว—สิ่งที่ไป๋ลู่ทำคืนนั้น คือการเอา "สิทธิ์ของสายเลือดจันทราร้อยปี" ปะทะ "สิทธิ์ของประตู" ซึ่งๆ หน้า และการปะทะระดับสิทธิ์ ไม่มีฝ่ายไหนเดินออกมามือเปล่า】
【ประตูเสียตราจองบนตัวผู้กลับมา...แต่มันได้ "รู้จัก" แสงจันทราที่กล้าตัดมัน กลับไปด้วย】
【รอยบนมือเธอ คือรอยที่สิทธิ์สองอย่างกัดกัน มันไม่ใช่ตราจอง—ประตูเรียกเธอไม่ได้ บังคับเธอไม่ได้ ข้ายืนยัน】บรรณารักษ์วางมือไป๋ลู่ลงอย่างทะนุถนอม【แต่ในบัญชีอันยาวนานของสิ่งหลังประตู ตอนนี้มีบรรทัดใหม่: โลกนี้มีสายเลือดจันทราเต็มดวงหนึ่งสาย ที่อำนาจของมันทำอะไรไม่ได้】
【มันจดจำผู้กลับมา ในฐานะเหยื่อที่หลุดมือ...และจดจำไป๋ลู่ ในฐานะ **ใบมีดที่ตัดมือมัน**】
ความเงียบครั้งนี้ คือความเงียบของทีมที่เพิ่งรู้ว่า คนตัวเล็กที่สุดในทีม แบกราคาที่ใหญ่ที่สุดไว้เงียบๆ คนเดียว
มู่ชิงเสว่เดินไปวางมือบนไหล่ไป๋ลู่ "ดีแล้ว ให้มันจำไว้ชัดๆ—แตะบ้านนี้เมื่อไหร่ เจอใบมีดเล่มนั้นอีกแน่"
"อือ" ไป๋ลู่กำมือที่มีรอยจันทร์เสี้ยวช้าๆ "ยายเฝ้าผนึกมาได้ร้อยปี...รอยแค่นี้ ฉันถือไหวทั้งชีวิตเหมือนกัน"
"ไป๋ลู่" หลินเฉินเอ่ย "ขอบใจ—และขอโทษ"
"ไม่ต้องทั้งสองอย่าง" เธอเงยหน้ามองเขาด้วยตาใสแบบเดิม "ครอบครัวไม่คิดบัญชีกัน...พี่สอนฉันเอง ที่โต๊ะหม้อไฟ"
---
【และนั่นนำมาสู่ความจริงข้อสุดท้ายของบันทึก】บรรณารักษ์เอ่ย【ข้อที่ข้าหวังว่าจะไม่ต้องบอก】
【ประตูเรียกเจ้าไม่ได้แล้ว—แต่มันยัง **จำเจ้าได้** และมันรู้แล้วว่ารอบนี้เจ้าหลุดเพราะอะไร: เพราะบ้าน】
【เพราะงั้น...วันใดวันหนึ่งในอนาคต มันจะไม่ล่อเจ้าด้วยคำตอบอีก】
【มันจะ **เล็งบ้านของเจ้า** แทน】
"นั่นมันคำขู่นี่" มู่ชิงเสว่ขบฟัน
【ไม่—มันคือคำเตือน】บรรณารักษ์ตอบ【ประตูเทียมพังแล้ว แต่ประตู **จริง** ใต้เทือกเขาวงแหวนยังอยู่ และมันเพิ่งเรียนรู้ว่า "ผู้กลับมา" มีจุดอ่อนที่ชื่อบ้าน—นี่ไม่ใช่จุดจบ ผู้กลับมา นี่คือจุดที่เกมเปลี่ยนกติกา】
หลินเฉินมองแม่น้ำเวลาที่ไหลผ่านใต้เท้า—เขาหลุดจากวงจรได้เพราะบ้าน และตอนนี้ บ้านนั้นเองที่กลายเป็นเป้าหมายต่อไป
"งั้นเราก็รู้สิ่งที่ต้องปกป้องชัดเจนแล้ว" เขาเอ่ยในที่สุด เสียงนิ่งกลับมา "ข้าจะไม่ปล่อยให้ความกลัวเรื่องอนาคต ทำลายปัจจุบันที่ข้าสู้มาเพื่อให้ได้"
"ประตูเล็งบ้านข้า—งั้นข้าจะทำให้บ้านข้าแข็งแกร่งจนมันเล็งไม่ลง" เขามองรอยจันทร์เสี้ยวบนมือไป๋ลู่ "และบ้านหลังนี้มีใบมีดที่มันกลัวอยู่แล้วหนึ่งเล่ม—ให้มันลองดู"
---
ขากลับ ทีมเดินออกจากหอในแสงเย็นของโลกเสมือน
"คำถามเดียวที่บันทึกไม่ตอบ" ซูเหยาเอ่ยขึ้น "ประตูจริงอยู่ใต้เทือกเขาวงแหวนมาตั้งแต่ก่อนเกมเปิด...แล้วใครกันที่สร้างเกมทั้งใบมาครอบมันไว้ ใครสร้างบรรณารักษ์ ใคร—"
"ใครคือผู้สร้างจ้านเสิน" หลินเฉินพูดจบประโยคให้
คำถามลอยค้างในอากาศ ไม่มีใครตอบได้—ยังไม่มี
แต่โลกมีวิธีตอบของมันเอง
เพราะในขณะนั้น ที่สำนักงานทนายความแห่งหนึ่งในต่างประเทศ พัสดุชิ้นหนึ่งกำลังถูกประทับตราส่งออก ตามพินัยกรรมของชายที่เพิ่งตายไปพร้อมสวนของเขา
ผู้รับ: หลินเฉิน
ของข้างใน: ฮาร์ดไดรฟ์หนึ่งลูก นาฬิกาทรายหนึ่งเรือน และจดหมายที่เขียนไม่จบ