144: คืนจันทร์เต็มดวง
พิธีรับขวัญผู้เฝ้าคนใหม่ ตามธรรมเนียมอารามจันทรา ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์แบบที่คนนอกจินตนาการ
มันคืองานเลี้ยง
"ธรรมเนียมจริงๆ ค่ะ" ไป๋ลู่ยืนยันกับทีมที่ทำหน้าไม่เชื่อ "ในความทรงจำท่านยาย—อารามรับศิษย์ใหม่ทีไร เจ้าอาวาสจะสั่งเปิดครัวใหญ่ นางบอกว่า 'การเฝ้าสิ่งที่หนักที่สุดในโลก ต้องเริ่มจากท้องที่อิ่มที่สุดในคืนแรก'"
"อารามอะไรเข้าทางพวกเราขนาดนี้" ถังอวิ้นเอ๋อร์ประกาศศรัทธาทันที
นครธุลีหนุนฟ้าจึงจัดงานใต้จันทร์เต็มดวงที่ลานกลางนคร—โต๊ะยาวร้อยโต๊ะ เปิดให้ธุลีหมื่นคนร่วมฉลอง "ผู้เฝ้าประตูตะวันตก" ของพวกเขา เหยียนซิ่นวาร์ปข้ามทวีปมาร่วมเป็นเกียรติ (และกินเนื้อยี่สิบจาน—สถิติใหม่ของลาน) เฒ่าฉือนั่งหัวโต๊ะกับถ้วยชาสองใบตามธรรมเนียมใหม่ของแก พี่ใหญ่ฝานนำธุลีร้องเพลงประจำกองพันเพี้ยนๆ สามรอบ
และกลางเสียงหัวเราะนั้น มู่ชิงเสว่ก็ยกจอกขึ้นกล่าวสั้นๆ แบบที่ไม่มีใครคาด
"แด่ผู้หญิงสองคน" เธอประกาศ "คนแรก—นักบวชเมื่อร้อยปีก่อน ที่เฝ้าโลกทั้งใบโดยไม่มีใครรู้จักชื่อจริง และคนที่สอง—เพื่อนร่วมทีมข้า ที่จะเฝ้าโลกใบเดิม...แบบมีพวกเราทั้งลานนี้รู้จักชื่อ"
"แด่ไป๋ลู่!" หมื่นเสียงขานรับ
จันทร์เดียวดายที่ครั้งหนึ่งไม่เคยตอบข้อความใคร ยืนกลางเสียงหมื่นเสียงที่เรียกชื่อเธอ—ยิ้มจนโควตาทั้งปีหมดในคืนเดียว เป็นปีที่สามติดต่อกัน
---
งานซาตอนดึก ทีมหลักแยกย้าย และดาดฟ้าหอบัญชาการนครก็เหลือสองคนตามระเบียบที่ไม่มีใครเขียน
หลินเฉินกับซูเหยานั่งห้อยขาที่ขอบดาดฟ้า มองนครที่ไฟยังพร่างด้านล่าง จันทร์เต็มดวงเสมือนลอยใหญ่ผิดจริงเหนือหัว—สวยแบบที่โลกจริงให้ไม่ได้ และอุ่นแบบที่มีแต่โลกที่ผ่านอะไรมาด้วยกันถึงจะให้
"พรุ่งนี้ลงห้องชั้นกลางแล้วสินะ" ซูเหยาเอ่ยขึ้นกลางความเงียบสบายๆ "ความจริงครึ่งแรก ของคืนที่นายถูกส่งกลับมา"
"อือ"
"กลัวไหม"
"คำถามประจำตระกูลเธอเลยนะนั่น" เขาหัวเราะเบาๆ แล้วตอบจริง "กลัวสิ...แต่เป็นความกลัวแบบใหม่—เมื่อก่อนกลัวไม่ได้คำตอบ ตอนนี้กลัวว่าคำตอบจะเปลี่ยนอะไรบางอย่าง"
"เปลี่ยนอะไร"
"ไม่รู้สิ" เขามองจันทร์ "สมมติความจริงบอกว่าทุกก้าวของฉันถูกขีดไว้แล้ว สมมติ 'ฉันอีกคน' วางหมากชีวิตนี้ไว้หมด...แล้วสิ่งที่ฉันภูมิใจว่าเลือกเอง มันจะยังเป็นของฉันอยู่ไหม"
ซูเหยาฟังจบ นิ่งคิดแบบของเธอ—ไม่รีบปลอบ ไม่รีบเถียง
แล้วเธอก็ยกมือซ้ายขึ้นกลางแสงจันทร์ แหวนสองวงซ้อนกันวาวเบาๆ
"ตอนนายให้แหวนวงแรก นายบอกว่าสลักเลข 203 เพราะมันคือห้องที่ทุกอย่างเริ่ม" เธอหมุนแหวนช้าๆ "แต่นายรู้ไหม สำหรับฉัน ทุกอย่างไม่ได้เริ่มที่ห้องนั้น"
"มันเริ่มตอนเด็กผู้ชายข้างห้อง แบ่งขนมครึ่งหนึ่งให้เด็กผู้หญิงที่ร้องไห้หน้าบันได—นายจำไม่ได้หรอก หกขวบเอง" เธอหันมายิ้ม "และเด็กคนนั้นน่ะ ยังไม่มีความทรงจำสิบปี ยังไม่มี 'ฉันอีกคน' ยังไม่มีหมากอะไรทั้งนั้น...มีแต่นิสัยแบ่งขนม"
"ต่อให้ความจริงพรุ่งนี้บอกว่าเส้นทางถูกขีดไว้ล้านเส้น" นิ้วเธอเกี่ยวนิ้วก้อยเขา "นิสัยแบ่งขนมน่ะ ขีดกันไม่ได้ มันคือนาย—และนั่นแหละของที่ฉันรัก ไม่ใช่เส้นทาง"
หลินเฉินมองผู้หญิงข้างตัวนานมาก
แล้วเสียงหัวเราะเบาๆ ก็หลุดออกมา พร้อมก้อนอะไรบางอย่างในอกที่ละลายหายไป
"รู้ตัวไหมว่าเธอชนะนักปรัชญาทั้งโลกด้วยขนมครึ่งห่อ"
"ผู้จัดการทีมต้องแก้ปัญหาให้เร็วค่ะ" เธอเชิดหน้านิดๆ แล้วขยับเข้ามาใกล้ "ทีนี้ ปัญหาข้อต่อไปของคุณกัปตัน—คืนนี้จันทร์สวยขนาดนี้ จะนั่งคุยปรัชญาทั้งคืน หรือจะ..."
ประโยคไม่ทันจบ ก็ถูกตอบด้วยวิธีที่ไม่ใช้คำพูด
จูบใต้จันทร์เต็มดวงเริ่มเบาราวขนนก แล้วลึกลงตามแรงดึงของแขนที่โอบหลัง เสียงหัวเราะของหญิงสาวละลายเป็นลมหายใจ ร่างบางถูกช้อนขึ้นจากขอบดาดฟ้า แสงจันทร์เสมือนสาดผ่านประตูระเบียงตามสองเงาที่หายเข้าห้องชั้นใน
ม่านปลิวปิดเบาๆ
จันทร์เต็มดวงเฝ้านครต่อตามหน้าที่—คืนนี้มันรับเวรแทนผู้เฝ้าทุกคน
---
เช้าวันรุ่งขึ้น หน้าหอจดหมายเหตุพันธสัญญา
ทีมทั้งห้ายืนพร้อมหน้าประตูที่คุ้นเคย ซื่อโม่ขั้นสี่บนหลังกัปตัน มงกุฎเต็มดวงบนหน้าผากนักบวช—กุญแจสองดอกครบตามเงื่อนไขครึ่งแรก
【ผู้จารยุคสมัยทั้งห้า — ยินดีต้อนรับ】
เสียงหอทุ้มต่ำต้อนรับ พื้นโถงเลื่อนเปิดเผยบันไดวนที่ลึกกว่าทุกครั้ง—ลึกจนแสงทองของหอส่องไม่ถึงก้น
【ห้องชั้นกลางของห้องลึกสุด — เปิดรับกุญแจ】
【คำเตือนจากบรรณารักษ์: สิ่งที่เฝ้าบันทึกครึ่งแรกอยู่ คือ "เงา" ที่ข้าไม่ได้สร้าง และลบไม่ได้ — มันก่อตัวขึ้นเองจากคลื่นของผู้กลับมา ในคืนที่โลกถูกเขียนใหม่】
【จงระวัง...มันรู้จักเจ้า ดีเท่าที่เจ้ารู้จักตัวเอง】