4: เด็กผู้หญิงที่มีเข็มกลัดดาว
7 โมง 11 รถเมล์สาย 71 มาถึงป้าย
ผมขึ้นรถ หยอดเหรียญ เดินไปนั่งหลังสุด
วันนี้รถไม่แน่น มีคนนั่งประมาณครึ่งคัน
ผมนั่งลงที่หลังสุด ริมหน้าต่าง
ผมมองรอบ ๆ ในรถ
—เด็กผู้หญิงผมหยิกหางม้าต่ำ ที่ผมเห็นเมื่อวานเช้า ไม่อยู่บนรถวันนี้
—คงขึ้นป้ายอื่น
ผมเปิดสมุดภาษาอังกฤษ อ่านบทที่ 3 ในรถ
—สี่นาที
—ห้านาที
รถเมล์จอดป้ายถัดไป
มีคนขึ้นมา
ผมเงยขึ้นมอง
ผู้ที่ขึ้นมาคือเด็กผู้หญิงผมสั้นตาแหว่ม
—เด็กผู้หญิงเข็มกลัดดาว ที่ผมเห็นเมื่อวานเย็น
วันนี้เธอใส่ชุดยูนิฟอร์มเดียวกัน เหมือนเดิม ผมสั้นเสมอกัน ตาเรียวยาว ไม่ทาเครื่องสำอาง
เธอจ่ายเงิน ขึ้นรถ
แต่...
—แทนที่จะเดินไปนั่งหน้า ๆ เหมือนเมื่อวาน
—เธอเดินตรงมาทางหลังของรถเมล์
—เดินตรงมาที่ผม
ผมก้มกลับไปอ่านหนังสือ
—ไม่มอง ภีม
—อ่านหนังสือต่อ
ฝีเท้าของเธอเดินผ่านผม
แล้วก็หยุด
ที่นั่งข้างผม
เธอนั่งลง
—ผมรู้สึกว่ามีคนมานั่งข้าง ๆ
—ผมไม่ขยับ
—อ่านหนังสือต่อ
ในที่นั่งสองแถวห่างไป มีที่ว่างเต็มไปหมด
—เธอตั้งใจมานั่งข้างผม
ผมยังก้มหน้าอ่าน
เธอเงียบ
ผ่านไปประมาณห้าวินาที
เธอพูด
"...ขอโทษนะ"
เสียงเบา ใส มีจังหวะแบบคนภาคเหนือ
ผมเงยหน้า
—สบตา
ดวงตาคู่นั้นใกล้กว่าที่ผมจำได้เมื่อวาน
เธอมีไฝเล็ก ๆ ที่ใต้ตาซ้าย
"...ครับ"
"...น้องเรียนสายวิทย์รึเปล่า"
ผมตอบ "ครับ"
"...อยู่ห้องไหน"
"...5/2"
เธอพยักหน้า "...อ๋อ"
แล้วก็เงียบ
ผมไม่ถามต่อ
—ผมไม่อยากเล่นเกมเชิงรุก
—เธอเริ่มคุย เธอก็ต้องจบคุยเอง
ผ่านไปอีกสามวินาที
เธอ "...น้องชื่ออะไร"
"...ภีมครับ"
"...พี่ตอง"
ผมพยักหน้า ไม่ถามนามสกุล
ผมก้มกลับไปอ่านหนังสือ
—พี่ตอง
—ผมไม่มีในความทรงจำของผม ไม่มีคนชื่อนี้ในโรงเรียนเลย
—แต่เธอใส่ยูนิฟอร์มเดียวกัน เธอน่าจะอยู่ม.5 หรือม.6
—ม.6 ผมจำได้คร่าว ๆ ว่ามีพี่ ๆ ที่เคยมาคุยกับภีมในชาติที่แล้ว ตอนชมรมห้องสมุด
—แต่ภีมในชาติที่แล้วไม่เข้าชมรมห้องสมุด ภีมตามไปเข้าชมรมที่พิมพ์รพีอยู่ ชมรมดนตรี
—ดังนั้นพี่ตองคนนี้ ผมเลยไม่รู้จัก
พี่ตองเงียบ ๆ ข้าง ๆ ผม นั่งอ่านหนังสือของเธอเอง เป็นหนังสือเรียนวิชาสังคม ม.6
—ม.6
ผมแอบเหลือบมอง
หนังสือของเธอเปิดหน้า "ระบบการเมืองไทย"
มีรอยขีดดินสอใต้ประโยคบางส่วน
ผมก้มกลับไปอ่านของตัวเอง
รถเมล์เคลื่อนต่อ ผ่านสะพานข้ามคลอง
พี่ตองพูดอีกครั้ง
"...น้องภีม"
"...ครับ"
"...พี่ขอถามอะไรนิดหนึ่งได้ไหม"
"...ครับ"
"...เมื่อวานน้องเห็นพี่ที่ป้ายรถเมล์ใช่ไหม"
ผมเงยหน้า
"...ครับ"
"...แล้วน้องมองพี่ทำไม"
ผมชะงัก
—คำถามนี้ตรงไปตรงมา
—แปลกอยู่นะ พี่อายุ ม.6 ถามน้อง ม.5 ว่ามองทำไม
—ในชาติที่แล้วถ้าผมโดนถามแบบนี้ ผมคงตอบ "เ-เ-เปล่าครับ ขอโทษครับ"
—ในชาตินี้ ผมจะตอบอีกแบบ
"...พี่ทำท่าเหมือนตามหาอะไร ผมเลยมอง"
พี่ตองเงียบไป
"...อ๋อ"
"...พี่ทำของหายเหรอครับ"
พี่ตองหันมามองผม สามวินาที
"...ตุ้มหู"
ผมเลิกคิ้ว "...ตุ้มหู"
"ใช่ ตุ้มหูข้างเดียว พี่ทำหายตอนเดินจากโรงเรียนกลับมาที่ป้ายรถเมล์"
"...ของคุณค่าไหมครับ"
"...คุณค่าทางใจ"
ผมพยักหน้า
—คุณค่าทางใจ
—คนเรา "คุณค่าทางใจ" บางที ของจากแม่ที่ตาย ของจากคนรักที่จากไป ของจากเพื่อนที่ห่างกัน
—ผมไม่ถามต่อ
"...ผมจะลองมองดูที่ป้ายรถเมล์เย็นนี้ครับ ถ้าผมเห็นจะให้พี่"
พี่ตองชะงัก
"...น้องจะหาให้พี่"
"...อืม"
"...ทำไม"
—คำถามนี้ ผมตอบยาก
—ผมจะตอบว่า "เพราะผมในชาติที่แล้วไม่เคยมองคุณคนนี้ ผมในชาตินี้อยากเริ่มมองคน"
—แต่ผมตอบไม่ได้
—ผมเลยตอบสั้น ๆ
"...ก็แค่ ถ้าผมเห็น มันก็ไม่เสียอะไรที่จะหยิบ"
พี่ตองมองผมประมาณห้าวินาที
แล้วก็ "...ขอบคุณนะ"
"...ครับ"
เธอกลับไปอ่านหนังสือ
ผมก็กลับไปอ่านของผม
แต่ในใจผม
—เข็มกลัดดาว
—ตุ้มหูข้างเดียว
—คนที่ไม่อยู่ในความทรงจำของชาติที่แล้ว
—ผมจะ "เริ่มมอง" จากที่นี่
รถเมล์ผ่านป้ายโรงเรียน เราสองคนลง
พี่ตองเดินก่อนหน้าผม เธอเดินเร็วกว่า ฝีเท้ายาวกว่า
ก่อนถึงประตูโรงเรียน เธอหันมามองข้างหลังครั้งหนึ่ง
ผมพยักหน้า
เธอพยักหน้าตอบ
แล้วก็เดินเข้าโรงเรียน หายลับไป
---
ในห้องเรียน
ผมเดินเข้าไป วางกระเป๋าที่โต๊ะของผม
ปอเดินมาทันที "เฮ้ย ภีม"
"ว่า"
"เมื่อเย็นมึงทำการบ้านอังกฤษหมดยัง"
"...บทไหน"
"...บทที่ 1"
"หมด"
"เ-ฮ-ย" ปออ้าปาก "บทเดียวกับเมื่อเช้าครูเพิ่งสอน"
"ใช่"
"คืนเดียวมึงทำหมด"
"...อืม"
"...มึงให้กูลอกแป๊บได้ไหม กูเพิ่งทำได้สามข้อ"
ผมหันมามองปอ
—ในชาติที่แล้ว ปอขอลอกการบ้านผมประจำ ผมก็ให้ลอกประจำ ปอเลยเรียนไม่เก่งขึ้น
—ในชาตินี้ ผมจะเปลี่ยน
"...ปอ"
"ว่า"
"...กูไม่ให้มึงลอก"
ปอหน้าตก "...ทำไม"
"...กูช่วยกูทำให้ก็ได้ แต่ลอกไม่ใช่ทาง"
ปอเลิกคิ้ว "เฮ้ย พระเอก ตื่นมาเปลี่ยนคนจริง ๆ"
"...ปอ"
"ว่า"
"...วันเสาร์มาบ้านกู กูสอนมึงทำการบ้านพร้อมกัน ทำเสร็จเรียนรู้ด้วย"
ปอชะงัก
"...สอนกู"
"อืม"
"...ฟรี"
"...ฟรี"
ปอมองผมประมาณห้าวินาที
"...โอเค พระเอก กูไป"
"...แต่มึงต้องเอาขนมมา"
ปอหัวเราะ "ตกลง"
ผมยิ้ม ก้มลงหยิบหนังสือเรียนคาบแรก
ที่ข้าง ๆ พิมพ์รพีเข้าห้องแล้ว นั่งโต๊ะข้างผม วางกระเป๋า
"...สวัสดีค่ะพี่ภีม"
"...สวัสดี"
"...วันนี้พี่กลับมาด้วยรอยยิ้ม"
ผมเงยหน้ามอง
"...อะไรนะ"
"...เมื่อวานพี่หน้าเรียบเฉย วันนี้หน้าพี่ดูยิ้ม"
ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ
—น่าสนใจ
—เธอสังเกตหน้าผม
—ในชาติที่แล้วเธอไม่เคยสังเกตหน้าใครเลย เธอเอาแต่หัวเราะกับเพื่อนผู้หญิง
"...อืม วันนี้อากาศดี"
"...อ๋อ"
เธอเปิดสมุดของเธอ
ผมหันไปทำของผม
แต่จากมุมตา ผมเห็นเธอเอามือเปิดสมุดด้วยปลายนิ้วเบา ๆ จังหวะที่ไม่ปกติ
—เธอกำลังคิดอะไรอยู่
ผมไม่ถาม
ครูคนแรกเดินเข้ามา วันนี้คาบแรกคือเคมี
ครูเคมีเป็นผู้หญิงอายุประมาณสามสิบกว่า ๆ ใส่เสื้อกาวน์สีขาว ผมรวบ ดูเหมือนนักวิจัย
—ครูภัทรา
—ครูคนนี้ ในชาติที่แล้ว ภีมเรียนเคมีกับครูคนนี้แล้วก็ไม่เคยได้คะแนนเกินครึ่ง
—ในชาตินี้ ผมจะให้ครูจำผมได้ในแบบที่ดีกว่า
ครูภัทราเขียนหัวข้อ "บทที่ 1 อะตอม"
—อะตอม
ผมรู้จักดี ตอนทำงาน บริษัทผมรับงานพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ห้องวิจัยฟิสิกส์เคมีของจุฬา
—แบบจำลองอะตอมของบอร์ Bohr model
—อิเล็กตรอนวิ่งรอบนิวเคลียส
—พลังงานควอนตัม
—ออร์บิทัล
ครูภัทราเริ่มสอน ผมก้มจดและฟังอย่างตั้งใจ
แต่จากด้านข้าง พิมพ์รพีเอนตัวมาทางผมเล็กน้อย
—เธออ่านสมุดของผม
ผมไม่ขยับ
ผมเขียนตามครูพูดต่อไป
ระหว่างที่ครูภัทราเขียนสมการบนกระดาน ผมเขียนตามใจตัวเองในสมุด เพิ่มเติม
> Bohr model จำกัด — ไม่ใช้ได้กับอะตอมหลายอิเล็กตรอน > Quantum mechanics → ใช้สมการ Schrödinger > orbital = function ψ → |ψ|² คือ probability density
—ความรู้ระดับมหาวิทยาลัยปี 2
—ผมไม่ได้ตั้งใจอวด
—ผมแค่เขียนตามที่หัวคิด
พิมพ์รพีอ่านสมุดของผม นิ่งครู่หนึ่ง
แล้วเธอก็ก้มลง เขียนของเธอเอง
ผมเปิดสมุดหน้าใหม่ ขีดทับสิ่งที่เขียน
—พลาด
—ผมเขียนเกินระดับ ม.5
—พิมพ์รพีอาจจะคิดว่าผมเป็น "หนู ๆ อวด"
ผมขีดข้าม ๆ ทับ ดูเหมือนเขียนเล่น
ครูภัทรายังสอนต่อ
ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที พิมพ์รพีเอนมาทางผมอีกครั้ง
"...พี่ภีม"
"...ครับ"
"...คำว่า orbital หมายความว่าอะไรคะ ที่พี่เขียนเมื่อกี้"
—ตายห่า
—เธอจำได้
ผมหันมามองเธอ
—ตอบยังไงให้ดูไม่เกินตัว
ผมตอบช้า ๆ
"...อ่อ ผมเขียนเล่น ๆ น่ะ คือผมอ่านหนังสือพี่ชายในบ้านก่อนหน้านี้ มันมีคำนี้ มันคือทางที่อิเล็กตรอนวิ่งรอบนิวเคลียสครับ"
"...อ๋อ"
"...ไม่ต้องสนใจครับ ในม.5 ยังไม่ใช้คำนี้"
พิมพ์รพีพยักหน้า แล้วก็ "...พี่ภีมมีพี่ชายเหรอคะ"
ผมชะงัก
—ไม่มี
—ผมโกหก
—แต่ผมโกหกไปแล้ว ก็ต้องตามต่อ
"...ลูกพี่ลูกน้องครับ เรียนวิศวะปี 3 ที่ลาดกระบัง"
"...อ๋อ"
"...ครับ"
พิมพ์รพีพยักหน้า กลับไปจดสมุด
ผมหายใจออกช้า ๆ
—บทเรียน
—อย่าเขียนอะไรที่เกินระดับ ม.5 ในสมุด
—มีคนสังเกต
ครูภัทรายังสอนต่อ ผมจดเฉพาะเท่าที่ครูเขียน ไม่เพิ่มเติม
หลังคาบเรียน ครูภัทราเก็บของ
"...วันนี้พอแค่นี้ การบ้านอ่านบทที่ 1 หน้า 5-25 ครับ คาบหน้าจะมีทดสอบ"
ครูเดินออก
ปอเดินมาที่โต๊ะผม "เฮ้ย ภีม"
"ว่า"
"...อ่าน 20 หน้า"
"...อืม"
"...ทำการบ้านเสาร์มึงก็จะสอนเคมีกูด้วยปะ"
ผมพยักหน้า "ได้"
ปอยิ้ม "งั้นพรุ่งนี้กูเอาขนมมาให้ก่อนสองชิ้น"
ปอเดินกลับไปนั่ง
ที่ข้าง ๆ ผม พิมพ์รพีหันมา
"...พี่ภีมจะติวเพื่อนเสาร์เหรอคะ"
"...อืม"
"...ที่บ้านพี่"
"...ครับ"
"..."
ผมรอ
เธอยังไม่พูดต่อ ผมก็ไม่ถาม
—ในชาติที่แล้ว ผมจะรีบชวน "พิม มาด้วยกันไหม"
—ในชาตินี้ ผมไม่ชวน
—ปล่อยให้เธอชวนตัวเองถ้าจะมา
หลังประมาณห้าวินาทีของการเงียบ พิมพ์รพีก้มลง เขียนสมุดของเธอ ไม่พูดต่อ
ผมก้มลงเขียนของผม
คาบที่สองเริ่ม
---
3 โมงครึ่ง โรงเรียนเลิก
ผมเก็บของ เดินออกจากห้อง
ปอเดินมาข้าง ๆ "เฮ้ย ภีม วันนี้ไปร้านเกมเปล่า"
"...ปอ"
"ว่า"
"...วันนี้กูต้องไปเดินป้ายรถเมล์เย็น มีของหายของพี่คนหนึ่ง"
"...ของพี่"
"...อืม พี่ม.6 คนหนึ่งทำตุ้มหูหายตอนเช้าเมื่อวานเย็น กูสัญญาว่าจะมองให้"
ปอเลิกคิ้ว "...มึงเป็นนายตำรวจเด็กดี"
"...ก็มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน"
"...อะไร"
"...กูจะรู้จักคนเพิ่ม"
ปอหัวเราะ "...โอเค พระเอก พรุ่งนี้ร้านเกม"
"...โอเค"
ปอเดินจากไป
ผมเดินคนเดียวออกประตูโรงเรียน เดินไปที่ป้ายรถเมล์
ผมยืนที่ป้าย แต่ไม่ขึ้นรถ
แทนที่ผมก้มลงมองพื้น เดินวนรอบ ๆ ป้าย
—ตุ้มหู
—พื้นแถวนี้เป็นซีเมนต์เก่า มีรอยแตก มีฝุ่น
—ตุ้มหู ถ้าหล่น คงอยู่ตามขอบ ตามรอยแตก ตามด้านล่างของม้านั่ง
ผมก้มลง มองใต้ม้านั่ง
มีถุงพลาสติกเก่า เปลือกขนม กระดาษทิชชู่
ไม่มีตุ้มหู
ผมลุกขึ้น เดินไปข้างหน้าอีกห้าเมตร ก้มอีก
ใต้ฟุตปาธมีรอยแยกระหว่างพื้น
ผมก้มมองในรอยแยก
ไม่มี
ผมยืนตรง
—ตุ้มหูอาจจะถูกคนเก็บไปแล้ว
—หรือ ตกในที่ที่ผมยังไม่เห็น
ผมเดินจากป้ายไปทางโรงเรียนสิบเมตร ก้มมอง
ไม่มี
ผมเดินกลับ
ในระหว่างที่ผมก้มมองอยู่ มีเสียงคนถาม
"...น้องทำอะไรอยู่"
ผมเงยหน้า
—พี่ตอง
เธอยืนที่ป้ายรถเมล์ มองผม
ผมยืนตรง
"...ผมหาตุ้มหูพี่อยู่"
พี่ตองชะงัก
"...น้องจริง ๆ มาหาให้"
"...ก็ผมบอกไว้เมื่อเช้า"
พี่ตองเดินเข้ามาใกล้ ยืนข้างผม
"...น้อง ลืมไปเถอะ ตุ้มหูเล็กแบบนั้น เก็บคืนยากมาก"
"...อืม"
"...ขอบใจที่มอง"
"...ครับ"
ผมยืนข้างพี่ตอง
เธอยืนนิ่ง
"...น้องภีม"
"ครับ"
"...น้อง ม.5 ใช่ไหม"
"...ครับ"
"...น้องอายุเท่าไหร่"
"...สิบหก"
"...อ๋อ"
เธอเงียบ
"...พี่ ม.6"
"ครับ"
"...อายุสิบเจ็ดครึ่ง"
"...อ๋อ"
ทั้งคู่เงียบครู่หนึ่ง
แล้วพี่ตองพูด
"...น้อง"
"ครับ"
"...น้องดูไม่เหมือนเด็ก ม.5"
ผมหันมามองพี่ตอง
—คนที่สาม
—ที่บอกว่าผมไม่เหมือนเด็ก ม.5
—ปอ แม่ พี่ตอง
—พี่ตองเพิ่งรู้จักผมเมื่อเช้านี้ และเธอบอกว่าผมไม่เหมือน
—น่าสนใจ
ผมพยักหน้า "...คนบอกบ่อย"
"...แล้วเป็นเด็กอะไรเหรอ"
"...ไม่รู้ครับ ผมก็เป็นผม"
พี่ตองยิ้ม
ครั้งแรกที่ผมเห็นเธอยิ้ม
ปากของเธอบาง รอยยิ้มเลื่อนขึ้นมุมขวาก่อน
"...น้องตอบเก่ง"
"...ครับ"
รถเมล์สาย 71 มาถึง
พี่ตองขึ้น ผมขึ้นตาม
วันนี้รถแน่นกว่า เราสองคนยืน
ผมยืนใกล้พี่ตอง ไม่ใกล้เกินไป
รถเมล์เคลื่อน
พี่ตองพูดเบา ๆ "...น้องภีม"
"ครับ"
"...พรุ่งนี้พี่จะลองหาที่ป้ายพี่อีกครั้ง"
"...ครับ"
"...ถ้ายังไม่เจอ พี่จะหาตุ้มหูใหม่"
"...อืม"
"...คุณค่าทางใจที่หาคืนไม่ได้ ก็ทำคุณค่าทางใจใหม่"
ผมเงยหน้ามอง
—ประโยคนี้
—พี่ตอง อายุสิบเจ็ดครึ่ง พูดประโยคแบบนี้
—คุณค่าทางใจที่หาคืนไม่ได้ ก็ทำคุณค่าทางใจใหม่
—มันเป็นประโยคของคนที่เจออะไรมาแล้ว
ผมไม่ถาม
แต่ในใจ ผมบันทึก
—พี่ตอง คือคนที่ผมจะอยากรู้จักมากขึ้น
—ค่อย ๆ
—ค่อย ๆ ค่อยเป็นค่อยไป
รถเมล์จอดป้ายของผม
ผมก้าวลง
ก่อนก้าวสุดท้าย ผมหันกลับมามองพี่ตอง
"...เจอกันพรุ่งนี้ครับ"
พี่ตองพยักหน้า
ประตูปิด รถเมล์เคลื่อนต่อ
ผมยืนที่ป้าย มองรถเมล์หายลับ
—วันที่ 2
—ผมไม่ได้ตามหาใคร
—ผมแค่ "เริ่มมอง"
—และคน ๆ หนึ่ง เริ่มมองกลับ
ผมเดินกลับบ้าน