วันที่เจ็ดของสงครามสี่สิบวัน สนามซ้อมของบรรณารักษ์ก็เปิดขึ้น—หุบเขาจำลองที่ "ถล่ม" ได้ตามสั่ง อาสาสมัครธุลีห้าร้อยคนฝั่งหนึ่ง เขตปลอดภัยอีกฝั่ง ระหว่างกลางคือความว่างสีดำที่จำลองพื้นที่กำลังพังทับ
ผู้จารทั้งห้าประจำห้าทิศ ดวงตราเชื่อมเป็นโครงสะพานแสง บรรณารักษ์เป็นโค้งกลาง
【ฟังให้ดี—สะพานรากไม่ได้แบกร่าง มันแบก "สายจิตสำนึก" ของคนที่เดินข้าม เสาแต่ละต้นจะรู้สึกเหมือนมีเชือกร้อยผ่านอกทีละเส้น ห้าร้อยคนคือห้าร้อยเส้น...อย่าฝืนรับเกินที่ไหล่ตัวเองไหว】
"เริ่ม" หลินเฉินสั่ง
หุบเขาถล่ม สะพานแสงกางออก อาสาสมัครไหลข้ามความว่างเป็นสาย—ยี่สิบวินาทีแรก สมบูรณ์แบบ
แล้วถังอวิ้นเอ๋อร์ก็พบความจริงข้อแรกของสะพาน: สายจิตสำนึกไม่กระจายเท่ากัน มันไหลไปหาเสาที่ "เปิดรับ" ที่สุด—และคนที่ฟังเสียงผู้ชมเป็นล้านมาทั้งชีวิต เปิดรับโดยสัญชาตญาณ
เชือกร้อยผ่านอกเธอ สิบเส้น ห้าสิบ ร้อยห้าสิบ—
"ถัง! ทิศเจ้ารับเกินแล้ว ถ่ายมาทางข้า!" หลินเฉินตะโกน
"ไม่—ได้!" เสียงเธอขาดห้วง "ถ่ายตอนนี้...สายที่ค้างกลางสะพานจะ—หล่น!"
บนจอศูนย์เวชศาสตร์ ค่าซิงก์ของถังดิ่งทะลุเส้นเหลืองในสามวินาที เลือดกำเดาไหลบนร่างจริงในแคปซูล มือกู้เหวินซีอยู่บนสวิตช์แล้ว
"ถังอวิ้นเอ๋อร์ ปล่อยเดี๋ยวนี้!" เสียงหมอลั่นทุกช่องสัญญาณ
"คนยังอยู่บนสะพาน—ฉันไม่ปล่อยกลางทางหรอก!"
"แต่ฉันปล่อยเธอไม่ได้เหมือนกัน!"
กู้เหวินซีดึงปลั๊ก
เสาทิศใต้ดับวูบ สะพานทั้งสายสะท้าน อาสาสมัครร้อยกว่าคนค้างอยู่เหนือความว่าง—แล้วพื้นรองรับฉุกเฉินของบรรณารักษ์ก็กางรับไว้ทัน ทุกคนปลอดภัย เพราะนี่คือสนามซ้อม
แต่ถ้าเป็นวันจริง ร้อยกว่าคนนั้นคือร้อยกว่าชีวิต
---
ถังตื่นในห้องพยาบาลหกชั่วโมงต่อมา สิ่งแรกที่เห็นคือกู้เหวินซีนั่งเฝ้า ด้วยสีหน้าโกรธที่สุดเท่าที่เคยมีใครเห็นหมอคนนี้โกรธ
"ขอโทษค่ะหมอ แต่ถ้าย้อนได้ ฉันก็ทำเหมือนเดิม"
"รู้" กู้เหวินซีตอบสั้น "เพราะงั้นฉันถึงโกรธไง—ทีมนี้ไม่มีใครยอมปล่อยทั้งนั้น ฉันเลยต้องเป็นคนเดียวที่ปล่อยเป็น"
ประตูเปิด ทีมเข้ามาพร้อมกัน และถังก็พูดสิ่งที่อัดอั้นมาตลอด
"บอส...ฉันเป็นคนเดียวในทีมที่ไม่มีดาบ ไม่มีจันทร์ ไม่มีคทา ไม่มีโล่" เธอมองมือตัวเอง "วันจริง ถ้าเสาของฉันคือเสาที่หัก—"
"หยุดตรงนั้น" หลินเฉินนั่งลงข้างเตียง "บรรณารักษ์เพิ่งวิเคราะห์ข้อมูลซ้อมเสร็จ—สายจิตสำนึกไหลไปหาเธอมากที่สุด ไม่ใช่เพราะเธออ่อนแอที่สุด แต่เพราะ **คนเชื่อเสียงเธอที่สุด** ห้าร้อยคนนั่นฟังเธอมาหลายปี พอตกอยู่ในความมืด จิตใต้สำนึกพวกเขาวิ่งหาเสียงที่คุ้นเคย"
"เพราะงั้นวันจริง เธอไม่ใช่เสารับน้ำหนัก—เธอคือ **เสียงนำทาง** เดินหน้าสุดของสะพาน บอกสองร้อยล้านคนว่าต้องไปทางไหน ส่วนน้ำหนัก พวกเราสี่คนกับบรรณารักษ์แบกเอง ทีมที่ดีไม่ได้ให้ทุกคนแบกเท่ากัน มันให้ทุกคนแบกสิ่งที่ตัวเองแบกได้ดีที่สุด"
ถังมองเขานิ่ง น้ำตาที่กลั้นมาตั้งแต่ฟื้นก็ไหล
"...สัญญานะคะ ว่าวันจริงจะไม่มีใครหล่น"
"สัญญา—และเธอจะเป็นคนประกาศมันเอง ด้วยเสียงที่โลกเชื่อ"
---
สงครามไม่หยุดรอคนเจ็บ—และหมัดสวนของ EDEN ก็มาในสัปดาห์ที่สาม
เครเมอร์ขึ้นรายการสัมภาษณ์ระดับโลก สูทเทาเงิน รอยยิ้มรัฐบุรุษ และวาทะที่ตัดเฉือนคมกว่าทุกครั้ง
"พิมพ์เขียวที่กลุ่มเฉินเทียนอ้างน่ะหรือครับ—เอกสารที่ถูกขโมยแล้วตัดต่อ โดยอดีตพนักงานที่ยักยอกทรัพย์สินทางปัญญาแล้วหลบหนี" เขาวางเอกสารแจ้งความลงหน้ากล้อง "ผมเข้าใจนะครับ ว่าทำไมบริษัทที่ผูกขาดวงการมาสามปี ถึงกลัว 'สวนที่เปิดให้ทุกคนฟรี'—ผู้ชนะย่อมกลัวสนามที่ตัวเองไม่ได้คุมกติกา...อย่าให้ใครขโมยสิทธิ์ของพวกคุณ"
หมัดเข้าเต็มๆ—กระแสโลกแกว่งกลับในคืนเดียว แฮชแท็ก #อย่าขโมยสวนของเรา ติดเทรนด์สิบเจ็ดประเทศ สปอนเซอร์พันธสัญญาสองเจ้าโทรมาด้วยน้ำเสียงสั่น
ในวอร์รูม ทุกตาหันไปทางผู้อำนวยการฝ่ายสื่อที่เพิ่งออกจากห้องพยาบาลได้สามวัน
"บอกแล้วใช่ไหมว่ามันจะสวน" ถังยิ้ม แล้วหันไปหาผู้หญิงที่เธอเตรียมไว้สำหรับจังหวะนี้โดยเฉพาะ "ฉินเสว่—เวทีของเธอ"
ค่ำวันรุ่งขึ้น「คุยตรง กับฉินเสว่」ออกอากาศสดพิเศษ—ไม่มีแขกรับเชิญ ไม่มีหลักฐานใหม่ มีแค่ฉินเสว่ จอใหญ่ และคลิปแถลงของเครเมอร์
"คืนนี้ฉันจะไม่เถียงเรื่องเทคโนโลยีค่ะ—ฉันไม่ใช่วิศวกร" เธอเปิดรายการ "แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันเชี่ยวชาญกว่าทุกคนบนโลก: **การอ่านสคริปต์** เพราะฉันเคยเป็นคนที่ระบบเขียนสคริปต์ให้ทุกประโยค ทุกรอยยิ้ม ทุกน้ำตา—มาก่อน"
เธอกดเล่นคลิปทีละท่อน หยุดทีละจังหวะ
"ตรงนี้ค่ะ—หยุดหายใจครึ่งวินาทีก่อนคำว่า 'ฟรี' เทคนิคหน้า 12 ของคู่มือวาทศิลป์องค์กร: ทำคำขายให้ฟังเหมือนคำสารภาพ / ตรงนี้—เปลี่ยนสรรพนามจาก 'ผม' เป็น 'พวกคุณ' กลางประโยค ย้ายความเป็นเจ้าของความเสี่ยงไปให้คนฟัง / และเอกสารแจ้งความใบนั้น—หัวเรื่องชัดพอให้กล้องอ่าน แต่เนื้อความเบลอพอดี เพราะมันยังไม่ถูกรับฟ้องที่ศาลไหนเลย"
เธอวางรีโมต มองกล้องตรง
"ฉันไม่ได้บอกให้เชื่อฉันนะคะ ฉันแค่อยากชวนทำสิ่งเดียว" น้ำเสียงเธอนิ่งสนิท "คุณเครเมอร์คะ—ถ้าสวนของคุณไม่มีอะไรซ่อน เปิด 'เรือนเพาะชำ' ให้กล้องหนึ่งตัว สิบนาที ถ่ายทอดสด ฉันจะคุกเข่าขอโทษคุณกลางรายการนี้ ทั้งน้ำตา แบบที่ระบบเคยฝึกฉันมา...แต่คราวนี้จะเป็นของจริง"
"โลกกำลังรอค่ะ—สิบนาทีเท่านั้นเอง"
EDEN ไม่ตอบ
หนึ่งวัน สองวัน สามวัน—ความเงียบของเรือนเพาะชำ ดังกว่าทุกแถลงการณ์ แฮชแท็ก #สิบนาทีเท่านั้นเอง กลบ #อย่าขโมยสวนของเรา ภายในสัปดาห์ และสปอนเซอร์สองเจ้าที่เคยโทรมาเสียงสั่น ส่งกระเช้าดอกไม้มาแทน
ในเกาะกลางทะเลใต้ เครเมอร์มองจอที่ค้างภาพหญิงสาวในรายการ แล้วส่ายหัวช้าๆ ตอบผู้ช่วยที่ถามว่าจะโต้อย่างไร
"ไม่ตอบ—คนที่หลุดจากสคริปต์ของตัวเองได้แล้ว คือคู่ต่อสู้ประเภทเดียวที่ผมอ่านไม่ออก"
---
คืนที่สามสิบ ตามคำสั่งเด็ดขาดของกู้เหวินซี ทุกแนวรบหยุดพร้อมกันสองชั่วโมง
โต๊ะหม้อไฟบนดาดฟ้านคร—ซ้อมสะพานผ่านมาเก้ารอบ สามรอบหลังไร้ผู้บาดเจ็บ ถังนั่งหัวโต๊ะในฐานะ "เสียงนำทาง" เหยียนซิ่นกินยี่สิบเอ็ดจานพลางบ่นว่าสนามซ้อมไม่มีของกิน และฉินเสว่โดนทั้งโต๊ะรุมเรียก "ราชินีสิบนาที" จนหูแดง
"ขำอะไรคะบอส" ถังถามเมื่อเห็นหลินเฉินยิ้มคนเดียว
"ขำที่ศัตรูเรามีทุนหมื่นล้าน ผู้เล่นสองร้อยล้าน เทคโนโลยีสูบวิญญาณคน" เขาตอบ "แต่ไม่มีโต๊ะแบบนี้สักตัว—และสุดท้าย ข้าว่าแพ้ชนะมันวัดกันตรงนี้แหละ"
---
คืนที่สามสิบสี่ ก่อนนอน หลินเฉินยืนบนดาดฟ้านครกับซูเหยา
"พรุ่งนี้นายจะไปเจรจากับราชามาร" เธอเอ่ยเบาๆ "ของที่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ"
"อือ"
"กลัวไหม"
หลินเฉินหัวเราะเบาๆ กับคำถามประจำของเธอ "กลัว—แต่ไม่ใช่กลัวมัน"
"กลัวอะไร"
"กลัวว่าเหยียนซิ่นพูดถูก" เขามองจันทร์ "ว่าใต้ความบ้าคลั่งของราชามาร ยังมีทหารคนหนึ่งติดอยู่—ทหารที่ถูกประตูสวมร่างมาร้อยปี จมน้ำในใจตัวเองทุกวินาที"
"กลัวว่าพอข้าคุยกับมัน ข้าจะเห็น 'หลินเฉินอีกคน' ในตัวมัน—คนที่ถูกบางสิ่งใหญ่กว่าตัวเองยึดครอง แล้วสู้จนตัวสึก"
ซูเหยาเงียบไปครู่ แล้วเกี่ยวนิ้วก้อยเขาตามธรรมเนียม
"งั้นจำสิ่งที่นายบอกคาลเดอร์ไว้" เธอเอ่ย "ความตายไม่น่ากลัวเท่าการตายโดยไม่มีใครอยู่ข้างๆ"
"ราชามารจมน้ำในใจตัวเองมาร้อยปี—คนเดียว" เธอมองเขา "พรุ่งนี้นายเข้าไปคุยกับมัน นายคือคนแรกในร้อยปี ที่ลงไปยืนข้างมันในน้ำนั้น"
"และนั่นแหละ" เธอยิ้ม "สิ่งที่ทหารคนนั้นรอมานานที่สุด—ไม่ใช่อิสรภาพ ไม่ใช่การฆ่าให้ตาย แค่ใครสักคนที่จำได้ว่าเขาเคยเป็นใคร"
หลินเฉินมองผู้หญิงข้างตัว แล้วก้อนในอกก็คลายอีกครั้ง—เหมือนทุกครั้งที่เธอแปลความกลัวของเขาให้กลายเป็นเข็มทิศ
"รู้ไหม" เขาเอ่ย "ทุกครั้งที่ข้าจะเดินเข้าที่มืดที่สุด เธอจะหาคำพูดที่จุดไฟให้พอดี"
"หน้าที่คนข้างห้องไงคะ" เธอตอบ "ตั้งแต่หกขวบ จนกุญแจห้อง 203"
---
เช้าวันที่สามสิบห้า ทีมรวมตัวที่หน้าเนินดอกไม้ขาว เหนือหมุดแรกของผนึกราชามาร
หลินเฉินยืนหน้าสุด ซื่อโม่ขั้นสี่ในมือ ดวงตราขั้นสองเรืองบนอก ทีมและเฒ่าฉือและเหยียนซิ่นยืนเรียงข้างหลัง
"จำไว้" เฒ่าฉือเตือนครั้งสุดท้าย "เปิดช่องสื่อสารผ่านหมุด แต่อย่าปลดผนึก—เราจะคุยกับมันผ่านลูกกรง ไม่ใช่เปิดกรง"
"และถ้ามันไม่ยอมคุย ถ้ามันเลือกความบ้าคลั่ง" หลินเฉินถาม "เราจะรู้ได้ยังไงว่าควรถอย"
【สัมผัสมาร·ไกล จะบอกเจ้า】เหยียนซิ่นตอบผ่านสกิลของดาบ【ถ้ากลิ่นมันเปลี่ยนจากความระแวง เป็นความหิว—ถอยทันที นั่นแปลว่าทหารหลับไปแล้ว เหลือแต่มาร】
หลินเฉินสูดหายใจลึก วางมือบนหมุดผนึก
"เปิดช่อง"
แสงจันทราของไป๋ลู่สาดลงคลุมวงอักขระ แสงดาบของซื่อโม่เรืองรับ และผ่านหมุดที่เชื่อมสู่ใต้พิภพที่ลึกที่สุดของโลกเสมือน เสียงทุ้มลึกที่เคยพูดกับหลินเฉินครั้งเดียวเมื่อร้อยตอนก่อน ก็ดังขึ้นอีกครั้ง—คราวนี้ใกล้กว่า ชัดกว่า และเหนื่อยล้ากว่าที่คาด
**【...มาแล้วหรือ ผู้กลับมา...】**
**【ข้ารอเจ้ามานาน...นานกว่าที่เจ้าคิด】**
Sign in to comment
No comments yet.