157: บทสนทนาในสวน
ทีมนั่งลงรอบโต๊ะหินในศาลากลางทุ่งทอง คาลเดอร์รินชาให้ทุกคน—ชาในเกมที่ไม่มีรสชาติ แต่ท่าทางการรินนั้น คุ้นเคยจนหลินเฉินขนลุก
มันคือท่าเดียวกับเฒ่าฉือ ท่าเดียวกับบรรณารักษ์
ท่าของคนที่ใช้การรินชา ซื้อเวลาเรียบเรียงสิ่งที่ยากจะพูด
"ข้าจะเริ่มจากความจริง เพราะคนใกล้ตายไม่มีเวลาพอจะโกหก" คาลเดอร์เอ่ย "สิบสองปีก่อน ข้าเป็นหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีดำดิ่งรุ่นบุกเบิก—พวกเราคือกลุ่มแรกในประวัติศาสตร์ ที่เชื่อมจิตสำนึกมนุษย์เข้ากับโลกเสมือนได้สมบูรณ์"
"และในการทดลองครั้งที่ลึกที่สุด...ข้าได้ยินมัน"
ดวงตาของอวตารหนุ่มมืดลง แม้แสงสองดวงจะยังสาดอยู่
"เสียงจากหลังประตู" หลินเฉินเอ่ยสิ่งที่เดาได้
"เจ้ารู้แล้วสินะ" คาลเดอร์ไม่แปลกใจ "ใช่—เสียงนั้น ข้าได้ยินมันแค่สามวินาที ในการดำดิ่งครั้งเดียว แต่สามวินาทีนั้น...เปลี่ยนข้าทั้งชีวิต ตั้งแต่วันนั้น ร่างกายข้าเริ่มทรุด หมอหาสาเหตุไม่เจอ อวัยวะค่อยๆ ล้มเหลวทีละส่วน ราวกับมีอะไรกำลัง 'ถอน' ข้ากลับ"
"ข้าใช้เวลาสิบปีกว่าจะเข้าใจ—สิ่งหลังประตู มันสัมผัสข้าในสามวินาทีนั้น และนับแต่นั้น มัน **เป็นเจ้าของ** ข้าครึ่งหนึ่ง ร่างกายข้าตายช้าๆ เพราะวิญญาณข้าถูกดึงไปอีกฝั่งทีละนิด"
"แล้วทำไมไม่หยุด" ซูเหยาถาม "ทำไมสร้าง EDEN เปิดประตูให้มันอีก ในเมื่อรู้ว่ามันทำอะไรกับท่าน"
คาลเดอร์มองนักบวชสาว แล้วยิ้มเศร้าที่สุดในชีวิตสองโลก
"เพราะมีทางเดียวที่ข้าจะรอด เด็กสาว" เขาตอบ "ถ้ามันเป็นเจ้าของข้าครึ่งหนึ่งเพราะ 'สัมผัส' ข้าผ่านประตู...งั้นถ้าข้า **เปิดประตูเต็มที่** ข้าจะได้ครึ่งที่เหลือคืน—ไม่ใช่ในฐานะคน แต่ในฐานะ **ส่วนหนึ่งของมัน** อมตะ ไร้ร่างที่เน่าเปื่อย"
"ข้าไม่ได้สร้างประตูให้สิ่งนั้นออกมา" เสียงเขาเบาลง "ข้าสร้างมันเพื่อ **เข้าไป**—ก่อนทรายในนาฬิกาข้าจะหมด"
ห้องเงียบสนิท
มันคือความจริงที่เลวร้ายกว่าทุกแผนการ—ศัตรูที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา ไม่ได้ต้องการครองโลก ไม่ได้ต้องการเงิน ไม่ได้ต้องการอำนาจ
เขาแค่เป็นคนป่วยที่กลัวตาย และพร้อมพาคนสองร้อยล้านลงเหวไปด้วย เพื่อหนีความตายของตัวเอง
"เพราะงั้นข้าเรียกเจ้ามา" คาลเดอร์มองหลินเฉิน "เพื่อเสนอ—ร่วมมือกับข้า ข้าเปิดประตูแบบ **ควบคุม** ข้าได้สิ่งที่ข้าต้องการ ส่วนเจ้า...เจ้าคือ 'ผู้กลับมา' คนที่ประตูประทับตราไว้ เจ้าเข้าใกล้มันได้โดยไม่ถูกกลืน เจ้าจะได้คำตอบทั้งหมด—ทุกอย่างที่เจ้าตามหามาสองชาติ ใครส่งเจ้ากลับมา เพื่ออะไร เกิดอะไรขึ้นในเส้นที่ถูกลบ"
"คำตอบที่ข้ารู้ว่าเจ้าอยากได้ยิ่งกว่าอะไรในโลก"
หลินเฉินไม่ตอบทันที
และในความเงียบนั้น ภาพก็ไหลผ่านโดยไม่ขออนุญาต—
กองเลือดในตรอกชาติก่อน กับคำถามสุดท้ายที่ดับไปพร้อมลมหายใจ: *ทำไมต้องเป็นข้า* / การลืมตาตื่นในวัยยี่สิบ หนึ่งวันก่อนเกมเปิด โดยไม่มีใครบอกว่าเพราะอะไร / สิบปีของความรู้อนาคตที่ใช้ไปทีละหยด พร้อมคำถามเดิมที่ไม่เคยจางตาม / เสียงตัวเองข้ามเวลา แหบพร่า ขาดวิ่น—*"คราวนี้...อย่าเดินถึงประตู"*—คำเตือนที่ไม่มีคำอธิบายแนบมา / ช่องว่างนับไม่ถ้วนในบันทึกครึ่งแรก คำว่า "เส้นเวลาที่ถูกลบ" ที่หมายถึงตัวเขาเองอีกนับร้อยนับพันคน ที่เดิน...ไปไหน เห็นอะไร และจบลงอย่างไร
ทุกคำถามที่กัดกินเขามาสองชาติ—มีคำตอบ และคำตอบทั้งหมด กำลังถูกวางอยู่บนโต๊ะหินตรงหน้า ห่างแค่เอื้อมมือกับคำว่า "ตกลง"
นิ้วของหลินเฉินขยับเข้าหาถ้วยชาบนโต๊ะช้าๆ—แล้วหยุดค้าง สั่นน้อยๆ จนแทบมองไม่เห็น
แต่มีคนเห็น
ซูเหยาเห็น—เธอที่นั่งข้างเขา อ่านมือคู่นั้นมาตั้งแต่หกขวบ รู้ว่ามันสั่นแบบนี้แค่สองครั้งในชีวิต: ครั้งแรกหน้าห้องไอซียูของแม่ และครั้งที่สอง...ตอนนี้
เธอไม่ดึงมือเขา ไม่กระซิบห้าม ไม่ทำอะไรที่จะบอกศัตรูว่ากัปตันของพวกเขาหวั่นไหว—เธอแค่เลื่อนมือตัวเองไปวางบนโต๊ะหิน ข้างมือเขา ห่างกันครึ่งนิ้ว
ไม่ได้แตะ แค่อยู่ตรงนั้น
เหมือนห้อง 203 อยู่ข้างห้อง 204 มาตลอดยี่สิบปี
มือของหลินเฉินหยุดสั่น
"เจ้าลังเล" คาลเดอร์เอ่ย—ไม่ใช่เยาะ แต่เกือบจะ...โล่งใจ "ดี ข้าจะได้รู้ว่าเจ้ายังซื่อสัตย์กับตัวเอง คนที่ปฏิเสธคำตอบของทั้งชีวิตโดยไม่ลังเลสักวินาที มีแต่คนโกหกกับคนบ้า"
หลินเฉินมองชายตรงหน้านิ่งนาน
เป็นข้อเสนอที่ตรงเป้าที่สุดเท่าที่เคยมีใครยื่นให้—เพราะมันจริง คาลเดอร์รู้ว่าคำถามนั้นกัดกินเขาแค่ไหน และของชิ้นเดียวที่หลินเฉินอยากได้มาตลอดสองชาติ คือคำตอบที่ชายคนนี้ยื่นให้
"ขอบคุณที่เสนอ" ในที่สุดหลินเฉินก็เอ่ย "และขอบคุณที่บอกความจริง—มันช่วยให้คำตอบของข้าง่ายขึ้นมาก"
"ไม่"
คาลเดอร์เลิกคิ้ว "เจ้าไม่อยากรู้คำตอบหรือ"
"อยากรู้ที่สุดในชีวิต" หลินเฉินยอมรับตรงๆ "แต่ข้าเรียนรู้มาแล้วครั้งหนึ่ง—จาก 'ข้า' อีกคน ที่เดินถึงประตูเพื่อหาคำตอบ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนตัวสึก เขาฝากคำเตือนข้ามเวลามาประโยคเดียว: 'อย่าเดินถึงประตู'"
"และข้าเพิ่งเข้าใจว่าทำไม" เขามองคาลเดอร์ "เพราะคำตอบที่อยู่หลังประตู มันไม่ได้ฟรี—ราคาของมันคือตัวเรา ท่านกำลังจะจ่ายราคานั้น และจะลากสองร้อยล้านคนจ่ายไปด้วย"
"ข้าอยากรู้คำตอบ คาลเดอร์—แต่ข้าไม่อยากรู้ขนาดที่จะแลกด้วยบ้านของข้า"
"บ้าน..." คาลเดอร์ทวนคำ และเป็นครั้งแรกที่อวตารหนุ่มดูแก่ลง "เจ้ามีบ้านสินะ...ข้าก็เคยมี—ก่อนได้ยินเสียงนั้น"
เขาลุกขึ้น มองทุ่งทองที่เขาสร้าง
"งั้นเราก็ไม่เหลืออะไรต้องคุยกัน นอกจากเรื่องเดียว" เสียงเขากลับมาเย็น—เย็นแบบคนหมดทางเลือก "เทศกาลเปิดสวน เดินหน้าตามกำหนด สี่สิบวันจากนี้ ข้าจะเปิดประตู ไม่ว่าเจ้าจะช่วยหรือไม่"
"และข้ารู้ว่าเจ้าจะพยายามหยุดข้า" เขาหันมา รอยยิ้มสุดท้ายไร้ความอบอุ่น "งั้นก็มาแข่งกัน หลินเฉิน—ใครถึงประตูก่อน เจ้าจะปิดมัน หรือข้าจะเปิด"
"ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจสักวัน—ข้าไม่ใช่คนร้าย ข้าแค่...กลัวตาย เหมือนทุกคน"
โลกของสวนเริ่มผลักทีมออก—คาลเดอร์ตัดการเชื่อมต่อด้วยตัวเอง
วินาทีสุดท้ายก่อนภาพดับ หลินเฉินเอ่ยประโยคหนึ่งที่ทำให้อวตารหนุ่มชะงัก
"คาลเดอร์—หมอที่เก่งที่สุดในทีมข้า บอกว่าของที่ไล่คนคนหนึ่งจนยอมทำทุกอย่าง มันต้องน่ากลัวกว่าความตายมาก"
"แต่ท่านลืมไปอย่าง—**ความตายไม่น่ากลัวเท่าการตายโดยไม่มีใครอยู่ข้างๆ** และสิ่งที่ท่านกำลังวิ่งหนีไป...มันไม่มีใครอยู่ข้างๆ เลยสักคน"
ภาพดับลง