ย้อนชะตาเทพเกม《จ้านเสิน》 · Chapter 137
Read in
Chapter 137 · 216 words · 1 min

137: เต็มดวง

การส่งมอบไม่ใช่พิธีกรรม

มันคืออ้อมกอด

รอยประทับของฮุ่ยเยวี่ยโอบหลานสาวไว้กลางแอ่งแสงจันทร์ และร้อยปีของพลัง ความรู้ ความทรงจำ ก็ไหลผ่านอ้อมแขนนั้นเหมือนแม่น้ำกลับสู่ทะเล—ไม่มีความเจ็บ ไม่มีการทดสอบเพิ่ม มีแต่ความอุ่นที่ซึมลึกถึงสายเลือด

*"วิชาทั้งหมดของอารามจันทรา"* เสียงนางแผ่วลงเรื่อยๆ ขณะร่างแสงเริ่มจาง *"ความรู้เรื่องผนึกทุกชั้น แผนที่จุดอ่อนของประตูทั้งสองบาน...และของขวัญส่วนตัวชิ้นสุดท้าย—ความทรงจำของข้า ตั้งแต่วันแรกที่ถือคทา จนคืนนี้"*

*"ใช้มันตอนเหงา เด็กน้อย...ผู้เฝ้าประตูรุ่นเจ้า จะได้ไม่ต้องเหงาแบบรุ่นข้า"*

แสงเงินทั้งโถงหมุนวนเข้าสู่ร่างไป๋ลู่ มงกุฎจันทร์แรกขึ้นบนหน้าผากแตกออก—แล้วก่อตัวใหม่เป็นวงสมบูรณ์

【สายเลือดจันทรา — ตื่นขั้นสุดท้าย:【จันทราเต็มดวง】】

【ผู้สืบทอดอารามจันทรา「ไป๋ลู่」— ตำแหน่งผู้เฝ้าประตูตะวันตก ส่งมอบสมบูรณ์】

ร่างรอยประทับเหลือเพียงเงาจางๆ นางหันมองประตูหินเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหันกลับมายิ้ม

*"ฝากบอกตาเฒ่าฉือด้วย..."* ประโยคสุดท้าย ก่อนสลายเป็นละอองดาว *"ชาขมของเขา ข้าคิดถึงทุกวัน—และขอบใจที่อยู่จนได้เห็นเด็กคนนี้ มันแปลว่าเราสองคน...ไม่ได้แพ้"*

แสงจันทร์ในโถงสงบลง เหลือไป๋ลู่ยืนอยู่กลางแอ่งแสงคนเดียว—แต่ไม่เดียวดายอีกต่อไป

เพราะในหัวเธอ ความทรงจำร้อยปีของผู้หญิงที่กล้าหาญที่สุดคนหนึ่งที่โลกเคยมี กำลังเล่าเรื่องให้ฟังเบาๆ เหมือนยายเล่านิทานให้หลาน

---

นอกถ้ำ เหยียนซิ่นยืนขึ้นทันทีที่เห็นแสงวงเต็มบนหน้าผากของคนที่เดินออกมา

มารแม่ทัพอายุร้อยกว่าปี คุกเข่าลงช้าๆ ก้มหัวต่อนักบวชสาว—ท่าเดียวกับที่เคยทำต่อหน้าฮุ่ยเยวี่ยกลางสงคราม

"ผู้เฝ้าประตูตะวันตกคนใหม่" เสียงระฆังหินสั่นเครือ "เหยียนซิ่น...รอรับคำสั่ง"

"คำสั่งแรก" ไป๋ลู่ตอบทันที น้ำเสียงสงบแต่ชัดทุกคำ "ลุกขึ้น และเลิกคุกเข่า—ท่านยายไม่เคยให้ท่านคุกเข่า ข้าก็ไม่ให้ ท่านคือเพื่อนร่วมเฝ้า ไม่ใช่บ่าว"

"คำสั่งที่สอง: อารามนี้จะไม่เฝ้ากันสองคนอีกต่อไป" เธอผายมือไปทางทีมที่ยืนรออยู่ "ข้าจะเชื่อมอารามเข้ากับเครือข่ายของเรา—จุดวาร์ปลับ เวรเฝ้าหมุนเวียน เสบียง การสื่อสาร จากนี้ผู้เฝ้าประตูตะวันตกมีกองหนุนทั้งนคร"

"และคำสั่งที่สาม" เธอยิ้ม "คืนนี้กินหม้อไฟกับพวกเรา—ร้อยปีกินแต่ชากับผลไม้ป่า ท่านจะต้องตกใจว่าโลกข้างนอกอร่อยแค่ไหน"

มารมหึมากะพริบตาทับทิม

"...นางก็เคยพูดแบบนี้" มันลุกขึ้น เสียงขำปนตะลึง "ประโยคแรกที่นางพูดกับข้าหลังสงครามจบ คือ 'มากินข้าวก่อน เรื่องหน้าที่ไว้ทีหลัง'—สายเลือดนี่มันส่งต่อกันทาง **นิสัย** ด้วยสินะ"

---

คืนนั้น หม้อไฟหม้อแรกในรอบร้อยปีของอารามจันทราตะวันตกก็เดือดขึ้นกลางลานหิน

เหยียนซิ่นนั่งพับขาหน้าหม้อด้วยท่าสมาธิที่ใช้เฝ้าประตูมาร้อยปี มองน้ำซุปแดงเดือดปุดๆ อย่างระแวดระวังสูงสุด

"มัน...เดือดแบบนี้ตลอดเวลาเลยหรือ" มันถาม "หรือกำลังจะระเบิด"

"เดือดแบบนี้แหละค่ะคือดี" ซูเหยาคีบเนื้อแผ่นแรกลงลวกให้ "สามวินาที แล้วจุ่มน้ำจิ้มถ้วยนี้—ระวังเผ็ด"

มารแม่ทัพผู้ฝืนเสียงประตูสำเร็จเป็นตนเดียวในประวัติศาสตร์ รับเนื้อแผ่นจิ๋วด้วยอุ้งเล็บมหึมา ใส่ปาก เคี้ยวหนึ่งครั้ง

แล้วก็นั่งนิ่งไปสามวินาทีเต็ม

"......จานต่อไป" เสียงระฆังหินสั่นเครือ "ขอสิบจาน"

มันกินไปสิบสองจาน น้ำตาไหลพรากตลอดเวลาด้วยเหตุผลที่มันยืนยันหนักแน่นว่า "พริกเข้าตา"—ทั้งที่ตามันอยู่สูงจากหม้อสองเมตร และไม่มีใครในวงใจร้ายพอจะแย้ง

"ร้อยปี..." มันพึมพำระหว่างจานที่เก้า "ข้าเฝ้าประตูนรกมาร้อยปี ด้วยชากับผลไม้ป่า...ไม่มีใครบอกข้าเลยว่าโลกข้างนอกมีของแบบนี้"

"เพราะงั้นไงต้องชนะสงคราม" ถังอวิ้นเอ๋อร์ยื่นจานที่สิบให้พลางถือกล้องอีกมือ "โลกที่มีหม้อไฟ มันคุ้มค่าจะปกป้องนะคะ—อ้อ ท่านเหยียนซิ่น มองกล้องนิดนึงค่ะ"

"เจ้าถ่ายข้าทำไม"

"สารคดีค่ะ ชื่อเรื่อง 'มารร้องไห้เพราะหม้อไฟ'...ล้อเล่นค่ะ ไม่มีวันได้ออกอากาศหรอก" เธอกดบันทึกต่อหน้าตาจริงจัง "คอนเทนต์ดีเกินกว่าโลกจะพร้อม—อันนี้เก็บไว้ดูกันเองในบ้าน"

หลังมื้อ มู่ชิงเสว่ลุกขึ้นคาดดาบ "ท่านเหยียนซิ่น ขอประลองสักกระบวน—เบาๆ พอหายง่วง"

"เบาๆ" ดวงตาทับทิมกะพริบ "ได้"

สิบสามวินาทีต่อมา นักดาบอันดับต้นของโลกนั่งอยู่กลางหลุมตื้นๆ บนลานหิน ดาบเงินยังสั่นหึ่งอยู่ในมือ ขณะเหยียนซิ่นยืนอยู่ที่เดิม ขนไม่กระเพื่อมสักเส้น

"...นั่นเบาแล้ว?" เธอถามจากก้นหลุม

"เบาที่สุดในรอบร้อยปี" มันตอบจริงใจ "เจ้ารับได้ถึงสิบสามวินาที—นางรับได้แค่แปด ตอนยังหนุ่มสาวกว่านี้"

มู่ชิงเสว่นิ่งไปอึดใจ แล้วมุมปากก็ยกขึ้นช้าๆ—รอยยิ้มแบบที่ทีมรู้จักดี รอยยิ้มตอนเจอภูเขาลูกใหม่ให้ปีน

"พรุ่งนี้เช้าอีกกระบวน"

"ตามใจ" มารหัวเราะลึกในลำคอ "สายเลือดนางเลือกเพื่อนร่วมทีมได้ถูกใจข้าจริงๆ"

ส่วนมุมสงบของลาน ซูเหยานั่งกับไป๋ลู่ใต้แสงจันทร์ สองถ้วยชาอุ่นในมือ

"เฝ้าประตู กับเฝ้าคน" ซูเหยาเอ่ยเบาๆ "เหมือนกันไหม"

"ท่านยายบอกว่าต้องมีของถ่วงใจ" ไป๋ลู่มองจันทร์เต็มดวง "ของข้าคือทุกคน...แล้วของเจ้าล่ะ—เฝ้าคนที่แบกความทรงจำสองชาติ หนักไหม"

ซูเหยาจิบชา คิดนาน แล้วส่ายหัว

"ไม่หนัก เพราะฉันไม่ได้เฝ้าเขาไว้ไม่ให้ไปไหน" เธอยิ้ม "ฉันแค่ทำให้ 'ตรงนี้' น่ากลับมากว่าทุกที่ที่เขาจะไป—วิธีเดียวกับเจ้านั่นแหละ แค่ประตูของฉันตัวเล็กกว่า"

ไป๋ลู่มองเพื่อนร่วมทีม แล้วหัวเราะเบาๆ ครั้งแรกของคืน

"ตระกูลข้าเฝ้ามาร้อยปีถึงเข้าใจ...เจ้าเข้าใจตั้งแต่ยังไม่ยี่สิบห้า"

ส่วนหลินเฉิน นั่งอยู่กับเหยียนซิ่นที่ขอบลาน มองประตูหินผ่านปากถ้ำ

"การทดสอบของข้า—พวกเจ้าผ่านตั้งแต่ก่อนเข้าถ้ำ" มารเอ่ยขึ้น "ผ่านตอนที่ทั้งทีมเดินตามเด็กคนเดียวข้ามทวีปโดยไม่ถามหาผลตอบแทน...ทัพที่ภักดีด้วยใจ ข้าเคยเห็นครั้งเดียวในชีวิต—ทัพของแม่ทัพที่กลายเป็นราชามาร"

"และนั่นแหละที่ข้าอยากเตือนเจ้า เด็กข้ามเวลา" ดวงตาทับทิมหันมา "ข้าได้กลิ่นแผนของเจ้าจากบทสนทนา—เจ้าคิดจะคุยกับ **มัน** ใช่ไหม ราชามารใต้ผนึกใหญ่"

หลินเฉินไม่ปฏิเสธ "ถ้าวันหนึ่งจำเป็น...ใช่ มันเคยพูดกับข้าแล้วครั้งหนึ่ง"

"งั้นจำคำมารแก่ตนนี้ไว้" เหยียนซิ่นมองดวงจันทร์ "มันเคยเป็นแม่ทัพที่ดีที่สุดที่ข้าเคยรับใช้—และส่วนนั้นของมัน **ยังอยู่** ใต้ความบ้าคลั่งทั้งหมด ตอนเจ้าคุยกับมัน อย่าคุยกับมาร...คุยกับทหารคนนั้น"

"ทหารน่ะ ต่อให้บ้าแค่ไหน ก็ยังจำได้เสมอว่าตัวเองเคยปกป้องอะไร"

หลินเฉินเก็บคำนั้นลงลิ้นชักที่ลึกที่สุด—ข้างแผนที่ยังไม่ได้วาด ของการเจรจาที่ยังมาไม่ถึง

【ติ๊ง! เงื่อนไขกุญแจอัปเดต: สายเลือดจันทรา【เต็มดวง】— สมบูรณ์ (2/2 ขั้นที่สอง... ขั้นที่หนึ่ง:【ซื่อโม่】3/5)】

【ห้องชั้นกลางของห้องลึกสุด — ปลดล็อกเงื่อนไขครึ่งแรกแล้ว: รอกุญแจดอกแรกขั้น 4】

Previous137 / 199Next

Comments (0)

Sign in to comment

No comments yet.