135: ผู้เฝ้าประตูบานที่สอง
รุ่งเช้า ทีมเดินลงหุบเขาเสี้ยวจันทร์ และพบว่า "อาราม" ที่ตามหา ไม่ใช่ซากอย่างที่คิด
อารามจันทราตะวันตกยังมีชีวิต—ลานหินสะอาด สวนสมุนไพรเป็นแถวเป็นแนว บ่อน้ำใส และวิหารไม้ที่ได้รับการซ่อมแซมทุกปีตลอดร้อยปี
ด้วยมือของผู้ดูแลเพียงตนเดียว
มันนั่งรออยู่กลางลาน—ร่างมหึมาสูงแปดเมตรที่ตอนนี้ "นั่งพับขา" แบบนักบวช ขนสีดำสนิทแซมเงินทั้งตัว รูปร่างกึ่งสิงโตกึ่งมนุษย์ ดวงตาทับทิมคู่นั้นมองทีมที่เดินเข้ามาอย่างประเมิน และพลังมารบริสุทธิ์รอบกายมัน หนาแน่นกว่าขุนพลเหล็กหลอมเสียอีก
【???】—ระบบไม่แสดงแม้แต่ชื่อ
"ข้าได้กลิ่นสามอย่าง" มันเอ่ยก่อนใคร เสียงทุ้มลึกแต่ชัดถ้อยชัดคำ ราวเสียงระฆังหิน "หนึ่ง—ดาบที่ตีจากซากชิงหมิงและกินพี่น้องข้ามาร้อยตน สอง—กลิ่นข้ามเวลาประหลาดๆ ที่ทำให้ขนข้าลุก และสาม..."
ดวงตาทับทิมหยุดที่ไป๋ลู่
"...กลิ่นแสงจันทร์ของนาง"
ความเงียบปกคลุมลานอาราม มือทุกคนอยู่ที่อาวุธ ยกเว้นไป๋ลู่ที่ก้าวออกหน้า
"ท่านคือ 'เพื่อนเก่า' ที่ท่านยายพูดถึง" เธอเอ่ยสงบ "มารที่เฝ้าอารามนี้กับนาง...ขอถามนามด้วยความเคารพ"
"นามมารของข้า ตายไปกับทัพมารแล้ว" มันตอบ "นางเรียกข้าว่า **เหยียนซิ่น**—แปลว่า 'คำสัตย์' เพราะข้าคือมารตนเดียวในทัพแสนตน ที่ขอวางอาวุธกลางสงคราม"
เรื่องของมันถูกเล่าใต้ชายคาวิหาร พร้อมชาที่มันชงเองด้วยอุ้งเล็บมหึมาที่บรรจงจนน่าใจหาย—มารแม่ทัพระดับสูงที่ "ได้ยินเสียงประตู" เหมือนทุกตน แต่เป็นตนเดียวที่ฝืนเสียงนั้นสำเร็จ กลางศึกสุดท้าย มันทิ้งทัพ คุกเข่าต่อหน้านักบวชสาวที่กำลังจะสิ้นแรง และขอตายแบบมีสติแทนการอยู่แบบบ้าคลั่ง
ฮุ่ยเยวี่ยไม่ให้มันตาย
นางให้งานมันแทน
"นางบอกว่า—ประตูบานตะวันตกนี้เล็กกว่าบานหลัก แต่ผนึกของนางจะอยู่ได้ไม่เกินร้อยห้าสิบปี" เหยียนซิ่นมองไปทางหลังวิหาร ที่แสงขาวนวลเรืองจากปากถ้ำลึก "นางขอข้าเฝ้ามันต่อ จนกว่าสายเลือดของนางจะมารับช่วง...ข้าถามว่าทำไมไว้ใจมาร นางตอบว่า—"
"'เพราะคนที่เคยฝืนเสียงประตูได้หนึ่งครั้ง คือยามที่ดีที่สุดในโลก'"
มันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ท่าทางที่ฝึกจากใครไม่ต้องเดา
"ร้อยปีผ่านไป ผนึกของนางเหลือสามสิบปี ข้าแก่ลงทุกวัน และเสียงหลังประตูเริ่มดังขึ้นทุกคืน" ดวงตาทับทิมกลับมาที่ไป๋ลู่ "แล้ววันนี้ สายเลือดของนางก็เดินเข้ามา พร้อมดาบสังหารมาร กับเด็กข้ามเวลา—บอกข้าที เด็กน้อย โลกข้างนอกมันเดินมาถึงจุดไหนแล้ว ทำไมกลิ่นลมถึงเหม็นเหมือนก่อนสงครามร้อยปีอีกครั้ง"
หลินเฉินเล่าทุกอย่าง—ประตูบานหลัก โครนอส รากเทียม EDEN มารปั้น และสงครามที่กำลังจะมา
เหยียนซิ่นฟังจบ นิ่งไปนานเท่าชาเย็นหนึ่งถ้วย
"มารที่มนุษย์ปั้น..." มันทวนคำช้าๆ แล้วเสียงระฆังหินก็สั่นด้วยอะไรบางอย่างที่ลึกกว่าโกรธ "พวกเจ้ารู้ไหมว่าการเป็นมารมันคืออะไร—มันคือการถูกความหิวของสิ่งอื่นสวมร่าง ทุกวินาทีคือการจมน้ำในใจตัวเอง ข้าใช้เวลาร้อยปีกับแสงจันทร์ของนาง กว่าจะได้ความเงียบในหัวคืนมา"
"แล้วพวกมันเอาความทรมานแบบนั้น ไป **ผลิตซ้ำ** เพื่อขายเกม?"
ลานอารามเงียบกริบ พลังมารบริสุทธิ์รอบตัวมันแผ่ออกจนใบไม้ทั้งหุบไหว—ไม่ใช่ขู่ใคร มันคือความโกรธแท้ของผู้ที่เข้าใจที่สุดในโลก
"การทดสอบที่ข้าเตรียมไว้ให้ผู้มารับช่วง" มันลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแปดเมตร "เดิมทีคือการประลอง—พิสูจน์ว่าสายเลือดนางแกร่งพอจะแบกผนึก"
"แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว" ดวงตาทับทิมกวาดมองทั้งทีม หยุดที่ไป๋ลู่ แล้วที่หลินเฉิน "การทดสอบใหม่มีข้อเดียว และยากกว่าการประลองร้อยเท่า—**ทำให้ข้าเชื่อ** ว่าพวกเจ้าจะชนะสงครามที่กำลังมา"
"เพราะถ้าพวกเจ้าแพ้...สิ่งที่ข้าเฝ้ามาร้อยปี จะไร้ความหมายทั้งหมด"
มันชี้อุ้งเล็บไปที่ปากถ้ำเรืองแสงหลังวิหาร
"คืนนี้จันทร์เต็มดวง ผนึกจะบางที่สุดของเดือน—เด็กสายเลือด เจ้าจะได้เข้าไป 'พบ' สิ่งที่รออยู่ และพวกเจ้าที่เหลือ จะได้เห็นว่าประตูบานที่สอง...หน้าตาเป็นยังไง"
"ส่วนการตัดสินใจของข้า" เหยียนซิ่นหันหลังเดินนำ "จะมาหลังจากนั้น"