เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนหกโมงสี่สิบห้า
ผมลืมตาขึ้น เพดานสีขาวอมเหลืองแบบที่ทาสีไม่เรียบมีรอยน้ำรั่วเป็นวงกลมตรงมุม เพดานนี้ผมรู้จัก รู้จักดีเสียจนตอนอายุยี่สิบเจ็ดยังฝันเห็นเป็นบางครั้ง
ปัญหาคือ ตอนอายุยี่สิบเจ็ดน่ะ ผมไม่ได้นอนใต้เพดานนี้แล้ว ผมเช่าคอนโดอยู่แถวรัชดา ห้องสตูดิโอยี่สิบแปดตารางเมตร เพดานเรียบทาสีขาวแบบโรงงาน ไม่มีรอยน้ำรั่ว ไม่มีรอยร้าวเป็นเส้นจากหลอดไฟยาวไปถึงขอบหน้าต่าง
ผมขยี้ตา ลืมตามองอีกครั้ง รอยร้าวยังอยู่ที่เดิม
เสียงนาฬิกาปลุกยังคงดัง เป็นเสียงนาฬิกาปลุกแบบเก่าจริง ๆ ไม่ใช่เสียงโทรศัพท์ ผมหันไปมอง บนโต๊ะข้างเตียงมีนาฬิกาพลาสติกสีฟ้ารูปโดราเอมอน เข็มชี้เลขหกครึ่งกับเลขเก้า กระดิ่งสองข้างบนหัวสั่น
ของขวัญวันเกิดอายุสิบห้าจากแม่ ของขวัญที่ผมโยนทิ้งไปตอนย้ายเข้าหอมหาวิทยาลัย เพราะคิดว่ามันเด็กเกินไป
ผมเอื้อมมือไปกดสวิตช์ปิด
นิ้วของผมเล็ก ผิวเรียบ ไม่มีรอยกัดเล็บที่ผมเริ่มเป็นตอนทำงานปีแรก ไม่มีรอยแผลเป็นที่นิ้วชี้ขวาจากตอนทำกับข้าวพลาดที่คอนโด
ผมนั่งขึ้น ผ้าห่มลายการ์ตูนเลื่อนลงจากตัว ไม่ใช่ผ้าห่มลายการ์ตูน เป็นแค่ผ้าห่มลายตารางสีน้ำเงินกับขาว เก่า ขอบเริ่มหลุดด้าย ผ้าห่มที่แม่ซื้อจากร้านในตลาดตอนผมขึ้น ม.4
ในมุมห้องมีโต๊ะเรียน บนโต๊ะมีหนังสือฟิสิกส์ ม.5 เล่มหนา มีกระดาษทดเลขวางอยู่ มีปากกาน้ำเงินเขียนยังไม่หมดด้ามวางขนานกับสันหนังสือ
ผมก้มมองตัวเอง
ใส่เสื้อยืดสีเทาที่หลุดยุคจากสมัยอนุบาล ตัวบาง แขนเล็ก หน้าอกแบนติดกระดูก ผมที่ปลายแขนยังไม่ขึ้นแบบที่ผมจำได้ตอนยี่สิบ
ผมยกแขนซ้ายขึ้นมาดู ไม่มีรอยสักรูปนกที่ข้อมือซ้ายที่ผมไปสักตอนอายุยี่สิบสามหลังเลิกกับแฟนคนแรก
ห้องนี้ ผ้าห่มนี้ ตัวนี้ มือนี้
ผมก้มลงมองพื้น พื้นเป็นกระเบื้องสีครีมเก่ามีรอยร้าวเล็ก ๆ ตรงตีนเตียง รอยร้าวเดียวกัน
ผมหายใจเข้าลึก หายใจออกช้า ๆ
—ตกลงผมตายแล้วใช่ไหม
ผมจำได้ว่าผมขับรถกลับจากออฟฟิศ ดึก ๆ ฝนตก ทางด่วนวิภาวดี รถสิบล้อข้างหน้าเหยียบเบรกกะทันหัน ผมเห็นไฟท้ายแดงพุ่งใส่หน้ากระจกแล้วก็... แล้วก็ไม่จำอะไรได้อีก
แล้วก็ตื่นมาอยู่ในห้องของตัวเองตอนอายุสิบหก
ผมลุกขึ้น เดินไปที่โต๊ะ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เป็นโทรศัพท์ฝาพับ Nokia สีดำ จอเล็ก ไม่มีอินเทอร์เน็ต
ผมกดเปิด
วันที่บนหน้าจอเขียนว่า **14 พฤษภาคม 2557**
ปี 2557
ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นประมาณยี่สิบวินาที โดยไม่หายใจ
แล้วผมก็หัวเราะออกมาเบา ๆ หัวเราะเสียงตัวเองที่ยังไม่แตก เสียงเด็กผู้ชายอายุสิบหก หัวเราะเพราะจู่ ๆ ผมก็คิดได้ว่า
—วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 คือวันที่ผมเจอ "เธอ" คนแรก
---
"ภีม! ลงมากินข้าวเดี๋ยวสาย!"
เสียงแม่ดังขึ้นมาจากชั้นล่าง
ผมหยุดยืนกลางบันได เท้าเปล่าบนกระเบื้อง
แม่...
แม่ของผมเสียตอนผมอายุยี่สิบสี่ มะเร็งเต้านม ตรวจเจอตอนระยะสามปลาย ๆ รักษาได้ปีนึง แล้วก็ไป ผมจำได้ว่าผมไม่ได้กลับบ้านเยี่ยมแม่บ่อยเท่าที่ควรในปีสุดท้ายของแม่ เพราะติดงาน บริษัทกำลังจะ IPO เจ้านายบอกว่าอย่าเพิ่งลา รออีกหกเดือน
หกเดือนนั้น แม่ไปก่อน
ผมก้าวลงบันไดทีละขั้น ขั้นที่สามจากล่างมีเสียงลั่น "อี๊ด" เบา ๆ เสียงเดียวกันกับที่ผมจำได้
ในครัวมีกลิ่นข้าวต้มกับปลาเค็ม
แม่ยืนหันหลังให้ผม ตักข้าวต้มใส่ชาม ผมเห็นต้นคอแม่ ผมรวบเป็นมวยหลวม ๆ ไม่มีผมหงอก แม่ตอนนี้อายุสี่สิบสาม ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ยังไม่มีการตรวจ ยังไม่มีก้อน ยังไม่มีอะไรเลย
"นั่งลงเร็วยังเป็นรถเมล์ 7 โมง 10" แม่พูดโดยไม่หันมา
ผมนั่งลงที่โต๊ะ มือสั่นนิดหน่อย ผมเอามือทั้งสองวางบนเข่าใต้โต๊ะให้แม่ไม่เห็น
แม่หันมาวางชามข้าวต้มตรงหน้าผม
แล้วแม่ก็มองหน้าผม
"...ทำไมหน้าเป็นแบบนี้"
"เป็นไงครับ" ผมพยายามทำเสียงให้เหมือนเด็กอายุสิบหก พยายามให้น้ำเสียงไม่มีน้ำหนักเกินอายุที่ตัวเองเป็น
"...เหมือนเจอผี"
ผมหัวเราะแห้ง ๆ "อ๋อ ฝันแปลก ๆ น่ะครับแม่"
แม่มองผมอีกสองวินาที แล้วก็พยักหน้า
"กินก่อน เดี๋ยวเย็น"
แม่นั่งลงตรงข้าม ตักข้าวต้มกินเอง
ผมก้มหน้าตักข้าวต้มเข้าปาก
—รสนี้
—รสที่ผมจำไม่ได้แล้วจริง ๆ ตอนยี่สิบเจ็ด
—รสข้าวต้มแม่ที่ใส่ขิงแก่นิดหน่อย ปลาเค็มทอดกรอบ น้ำซุปใส มีต้นหอมโรย
ผมกินช้า ๆ ค่อย ๆ เคี้ยว เพดานปากของผมตอนสิบหกยังไม่เคยกินอาหารแพง ๆ มา รสปลาเค็มกับขิงเลยชัดมาก ชัดกว่าที่ความทรงจำเคยเก็บได้
ผมกินเสร็จไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม ผมไม่อยากให้แม่เห็นว่าตาผมแดง
ผมเดินไปอาบน้ำ ใส่ชุดนักเรียน เสื้อขาว กางเกงดำ เข็มขัดหนัง รองเท้านักเรียนหนังดำ ผมแปรงผมต่อหน้ากระจก
หน้าผม
หน้าของเด็กชายอายุสิบหก ตาสองชั้นที่ผมจำได้ว่าตอนสิบแปดมันจะกลายเป็นชั้นเดียวเพราะอ้วน ปากบาง คิ้วเรียวแบบที่ตอนนั้นผมเกลียดว่ามันเหมือนผู้หญิงไป
ตอนนี้ผมมองมันแล้วก็คิดว่า "อืม หน้าตาแบบนี้ก็ไม่ใช่หน้าตาแย่นะ"
มันแค่ "ยังไม่ได้ใช้"
—ตกลงนะ ผม "ภีม กุลรัตน์" อายุสิบหก ม.5 ห้อง 5/2 โรงเรียนสาธิตเอกชนแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ
—วันนี้คือวันที่ 14 พฤษภาคม 2557 วันเปิดเทอม
—วันนี้คือวันที่ผมเจอ "เธอ" คนแรก
—แต่ผมจะไม่ทำซ้ำสิ่งที่ผมเคยทำในชาติที่แล้ว
ผมก้มลงผูกเชือกรองเท้า
—ภีมในชาติที่แล้ว ลงรถเมล์แล้วเดินเข้าโรงเรียน ไม่ได้สังเกตอะไร เดินตรงไปห้องเรียน วางกระเป๋า แล้วโดน "เธอ" คนนั้นเดินเข้ามาทักทาย เพื่อนใหม่ที่จะมาย้ายเข้าห้องเดียวกัน
—แล้วภีมคนนั้น ก็ตกหลุมรักเธอตั้งแต่ประโยคแรก ตกหลุมรักจนเสียคน
—ตกหลุมรักจนเรียนตก ม.6 ซ้ำชั้น สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ปีถัดมา ห่างจากเธอไปเอง
—ตกหลุมรักจนสิบปีให้หลังยังจำได้ ยังไม่หาย
—แต่ที่ตลกคือ "เธอ" คนนั้น ไม่เคยมองภีมในชาติที่แล้วเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ผมยืนขึ้น สลัดผมจากหน้าผาก
ครั้งนี้ผมจะไม่ตกหลุมรักเธอ
ครั้งนี้ ผมจะให้เธอสังเกตผมก่อน
---
ป้ายรถเมล์อยู่ห่างจากบ้านสี่ร้อยเมตร เดินสามนาที
ผมยืนรอที่ป้าย กระเป๋านักเรียนสะพายข้างเดียว ใส่หนังสือเรียนสามเล่ม สมุดสองเล่ม กล่องดินสอ ไม่มีอะไรอย่างอื่น
—ใต้กระเป๋า ผมจะใส่อะไรในชาตินี้บ้าง
—ปฏิทินราคาทอง ที่จำได้ขึ้นใจสิบเอ็ดปี
—ราคา Bitcoin ที่จำได้ตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปี 2024
—รายชื่อหุ้นที่จะเด้งสิบเด้ง
—สูตรสอบเข้ามหาวิทยาลัยทุกวิชา
—ความทรงจำของผู้ชายอายุยี่สิบเจ็ด ในสมองของเด็กอายุสิบหก
รถเมล์สาย 71 จอด ผมขึ้น หยอดเหรียญหกบาทห้าสิบ คนขับไม่มองหน้าผม ผมเดินไปนั่งหลังสุด
รถเมล์เคลื่อนตัว
ผมเอามือกุมเข่าตัวเอง มองออกนอกหน้าต่าง บ้านสองชั้น ร้านขายของชำ ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ที่ตอนผมยี่สิบเจ็ดมันถูกทุบทำคอนโดไปสองปีแล้ว ตอนนี้ยังตั้งอยู่ มีคุณป้าใส่ผ้ากันเปื้อนยืนเช็ดโต๊ะหน้าร้าน
ผมหายใจช้า ๆ
—ตั้งสติ ภีม ตั้งสติ
—สิ่งแรกที่ต้องทำคือไม่ทำอะไรเลย
—วันแรกที่กลับมา ต้องไม่ทำอะไรเลย แค่ดู
—ดูว่าใครยังอยู่ ดูว่าอะไรยังเหมือนเดิม ดูว่าความทรงจำของผมแม่นแค่ไหน
—แล้วค่อยวางแผน
รถเมล์ผ่านสะพานข้ามคลอง คนขับเปิดวิทยุ เพลงเก่า ของเบิร์ด ธงไชย "พริกขี้หนู" เสียงไม่ชัด แต่ผมจำได้ว่าเพลงนี้ดังในปีนั้น
ที่นั่งหน้าสุดมีเด็กผู้หญิงนักเรียนคนหนึ่งนั่งอยู่ ใส่ชุดโรงเรียนเดียวกับผม ผมยาวมัดเป็นหางม้าต่ำ ผมเห็นแค่ด้านหลัง ผมหยิกเบา ๆ ที่ปลาย กระเป๋าสีน้ำเงินวางไว้บนตัก
ผมจ้องด้านหลังเด็กคนนั้น
—ไม่ใช่เธอ
—เด็กคนนี้ผมไม่รู้จัก ผมจำไม่ได้
—แต่ใส่ยูนิฟอร์มเดียวกัน คงเป็นนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน
รถจอดป้ายถัดไป ผู้หญิงอีกคนขึ้นมา อายุประมาณสามสิบ ใส่ชุดทำงานสีกรม ผมไม่สนใจ
ผ่านไปอีกสองป้าย เด็กผู้หญิงคนที่ผมมองยืนขึ้น เดินผ่านผมไป ลงรถ ผมเห็นข้างหน้าของเธอเสี้ยววินาที
ใบหน้าค่อนข้างกลม ตาเหลือบมองผมหนึ่งครั้งสั้น ๆ ก่อนจะลงรถ ไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร แค่มอง
ผมไม่รู้จักเธอ
—แต่ในยี่สิบเจ็ดปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยใส่ใจคนรอบข้างเลยจริง ๆ
—ภีมในชาติที่แล้วเอาแต่จ้อง "เธอ" คนเดียวอย่างไม่กระพริบตา ไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงคนนี้ ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีคนนั่งรถเมล์สายเดียวกันทุกเช้า
ผมเก็บหน้าเด็กคนนั้นไว้ในใจ
—ลำดับที่หนึ่ง ของบัญชีรายชื่อ "คนที่ผมไม่เคยสังเกตในชาติที่แล้ว"
รถเมล์จอดที่ป้ายโรงเรียน ผมลง
---
ผมเดินเข้าประตูโรงเรียน รั้วเหล็กสีเขียวเข้ม มีป้ายปูนตัวอักษรนูนเขียนชื่อโรงเรียน
ผมเดินไปที่ตึกมัธยมปลาย ขึ้นบันไดถึงชั้นสาม ห้อง 5/2 อยู่กลางทางเดิน
ผมยืนหน้าประตูห้องประมาณห้าวินาที
—สูดหายใจ
—เปิดประตูเข้าไป
ห้องเรียนมีเด็กประมาณยี่สิบคน แต่ละคนยืนหรือนั่ง คุยเสียงดัง โต๊ะเรียนสีน้ำตาลเก่า กระดานดำเขียนหวัด ๆ ว่า "ยินดีต้อนรับนักเรียน ม.5/2"
ผมเดินเข้าไปหาที่นั่งของผม
ที่นั่งเดิม ตามที่ผมจำได้คือแถวที่สี่ ริมหน้าต่าง
ผมเดินผ่านโต๊ะของ "ปอ" เพื่อนสนิทของผม เห็นเขายืนคุยกับเพื่อนผู้ชายอีกสองคน เห็นผมเดินมาก็ยกมือทักทาย "เฮ้ย ภีม!"
ผมพยักหน้า ยิ้ม "เฮ้ย"
—ปอ ในชาติที่แล้ว เป็นคนที่ผมพังมิตรภาพไปเพราะมัวแต่จ้องเธอคนนั้น
—ชาตินี้ ปอ ผมจะไม่ทิ้งนาย
ผมเดินไปนั่งที่ของผม ริมหน้าต่าง
—ในไม่กี่นาทีถัดไป "เธอ" จะเดินเข้ามา
—พร้อมครูประจำชั้น
—ครูจะแนะนำว่า "นักเรียนใหม่ ย้ายมาจากเชียงใหม่ ขอให้ดูแลกัน"
—เธอจะยืนหน้าห้อง ก้มหัวคำนับ บอกชื่อ
—แล้วครูจะให้เธอไปนั่งที่ว่างเดียวในห้อง
—ที่ว่างเดียวในห้อง อยู่ข้างผม
—ภีมในชาติที่แล้ว มองเธอครั้งแรกตอนเธอเดินมานั่งข้าง ๆ แล้วก็ตกหลุมรักทันที
ผมก้มหน้ามองโต๊ะของตัวเอง
—ผมจะไม่มอง
—วันนี้ ผมจะไม่มองเธอเลย
ประตูห้องเปิดออก ครูพิมพ์ใจเดินเข้ามา ครูใส่เสื้อเชิ้ตขาว กระโปรงสีกรม สะพายกระเป๋าเอกสาร
"นั่งลง นั่งลง" ครูพูดเสียงดัง
นักเรียนนั่งลง ห้องเงียบลงครึ่งหนึ่ง
"วันนี้มีนักเรียนใหม่มาคนหนึ่ง ย้ายมาจากเชียงใหม่ ขอให้ดูแลกันด้วย"
ครูหันไปทางประตู
ผมก้มหน้ามองสมุด ไม่มอง
—ฟังเสียงพอ
—เสียงรองเท้านักเรียนเดินเข้ามาในห้อง
—เสียงเบา ฝีเท้าเล็ก ๆ
—เธอเดินไปยืนหน้าห้อง
"แนะนำตัวหน่อยครับ" ครูพูด
"...สวัสดีค่ะ ชื่อ พิม ค่ะ พิมพ์รพี วัฒนสกุล ย้ายมาจากเชียงใหม่ค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ"
เสียงของเธอ
เสียงนี้ที่ผมจำได้
แม้ผ่านไปสิบเอ็ดปี ผมก็จำเสียงนี้ได้ขึ้นใจ เสียงเบา ใส แต่มีน้ำหนัก
ผมเอามือกำปากกาเอาไว้ ไม่เงย
ครูพิมพ์ใจมองรอบห้อง "...ภีม! ที่ว่างข้างเธอใช่ไหม"
—มาเลย
"ครับ" ผมตอบ ยังก้มหน้า
"พิม เธอไปนั่งข้าง ๆ ภีมนะ ภีมเป็นเด็กดี เรียนเก่ง จะช่วยเธอปรับตัวได้"
ผมได้ยินเสียงรองเท้าเธอเดินมา ฝีเท้าเล็ก ๆ ผ่านแถวหนึ่ง แถวสอง แถวสาม มาถึงข้างผม
เธอวางกระเป๋าลงบนโต๊ะข้าง ๆ
ผมยังไม่เงย
—ไม่มอง ภีม ไม่ต้องมอง รู้แล้วว่าหน้าตาแบบไหน เห็นมาสิบเอ็ดปีแล้ว ไม่ต้องมอง
เธอนั่งลง
ห้องเริ่มเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ครูพิมพ์ใจเริ่มแจกตารางเรียน
เธอเอื้อมมือมาแตะข้อศอกผมเบา ๆ
"...ขอโทษนะคะ" เธอพูด "พี่ภีมใช่ไหมคะ"
ผมเงยหน้า
—ใจผมไม่เต้นแรง
—ไม่ใช่เพราะใจผมไม่อยากเต้น
—แต่เพราะใจผมมันเต้นแบบนี้กับเธอมาตลอดสิบเอ็ดปีจนเหนื่อยพอแล้ว
ผมมองตาเธอ ตรง ๆ
ดวงตาคู่เดิม กลม ดำ ตามสะอาดแบบที่ยังไม่เคยรู้จักการนอนตีสามเพราะตามหาคนรัก
"ครับ" ผมตอบ น้ำเสียงเรียบ "มีอะไรหรือเปล่า"
เธอยิ้ม
"...ขอยืมยางลบหน่อยได้ไหมคะ"
—ในชาติที่แล้ว ประโยคแรกของเธอกับภีม ก็คือประโยคนี้
ผมหยิบยางลบจากกล่องดินสอ ยื่นให้ ไม่ยิ้มตอบ
"เอาไปเลย ไม่ต้องคืน"
เธอชะงัก
"...ของพี่จะใช้รึเปล่าคะ"
"มีอีก" ผมพยักหน้า ก้มลงทำงานต่อ
เธอนิ่งไปวินาทีหนึ่ง แล้วก็พูด "...ขอบคุณค่ะ"
ผมไม่ตอบ
—ในชาติที่แล้ว ภีมยื่นยางลบให้เธอด้วยมือสั่น แล้วก็พูดเสียงสั่นว่า "ค-คืนได้นะ ผม ผมไม่รีบ"
—แล้วเธอก็หัวเราะคิกคัก พูดว่า "พี่ภีมขี้อายจังเลยนะคะ"
—แล้วภีมก็ตกหลุมรักไปอีกสิบเอ็ดปี
—ชาตินี้ ผม "ภีม กุลรัตน์" อายุยี่สิบเจ็ดในร่างสิบหก แค่ยื่นยางลบ ไม่ยิ้ม ไม่สั่น ไม่พูดเกินสิบคำ
—แค่นี้ ผมก็เปลี่ยนเรื่องราวที่ครอบงำชาติที่แล้วของผมไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง
จากมุมตา ผมเห็นพิมพ์รพีเอามือถือยางลบหมุนเล่นในนิ้ว มองด้านข้างของผม สองสามวินาที
—น่าสนใจ
—เธอ ในชาติที่แล้ว ไม่เคยมองภีมเป็นเวลานานเกินครึ่งวินาที
—ในชาตินี้ เธอมองผมไปเกือบสามวินาทีในครั้งแรกที่ผมไม่สนใจเธอ
ครูพิมพ์ใจตบมือ "ทุกคน ตารางเรียนเทอมนี้นะ คาบแรกของวันจันทร์คือ..."
ผมก้มฟังครู หยิบดินสอเขียนตาราง
ที่ข้างผม พิมพ์รพีหยิบสมุดขึ้นมา ก้มเขียนตามครูเหมือนกัน
ใต้โต๊ะ ผมแอบเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง
ในกระเป๋ามีกระดาษพับเล็ก ๆ ที่ผมแอบเขียนไว้ตอนเช้าก่อนลงจากบ้าน
กระดาษเขียนว่า:
> 1. ไม่ตกหลุมรักพิมพ์รพี > 2. ไม่ทิ้งปอ > 3. ไม่ปล่อยให้แม่ป่วยตามลำพัง > 4. ซื้อ Bitcoin > 5. สังเกตคนรอบข้าง
ผมจับกระดาษไว้ในมือ กำแน่น แล้วก็คลี่กระดาษพันรอบกล่องดินสอ ซ่อนไว้ใต้ฝา
ครูยังพูดเรื่องตารางเรียนต่อ
นอกหน้าต่าง อาทิตย์เช้าสาดเข้ามาเป็นแถบยาว แสงตกบนพื้นไม้ของห้องเรียน 5/2
ผมหายใจเข้าออกช้า ๆ
ในใจผมคิด
—ถ้าเกิดใหม่แล้วทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ จะเรียกว่าเกิดใหม่ได้ไหม
—ผมไม่รู้
—ผมรู้แค่ว่าวันนี้ ตอน 8 โมง 15 ของวันที่ 14 พฤษภาคม 2557 ในห้องเรียน ม.5/2 โรงเรียนสาธิตเอกชนแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ
—ผมไม่ได้ยื่นยางลบด้วยมือสั่น
ครูเขียนบนกระดานต่อ พิมพ์รพีหันมามองผมอีกครั้งจากหางตา
ผมไม่หัน
—แค่นี้ ผมก็พอใจวันแรกแล้ว
Sign in to comment
No comments yet.